หน้าแรก การเมือง 2 พี่น้อง เสน...

2 พี่น้อง เสนพงศ์ ถอดกำไลอีเอ็มแล้ว หลังจำคุก-พักโทษครบกำหนด เทพไท ยก ทักษิณ ชี้ 2 มาตรฐาน

6.07.24 | 16:02 น.

2 นักการเมือง ตระกูล “เสนพงศ์” ถอดกำไลอีเอ็มแล้ว หลังถูกจำคุกมาครบ 2 ปี และพักโทษใส่กำไลอีเอ็มครบ 8 เดือน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณี นายพิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช น้องชาย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมาโนช เสนพงศ์ อดีตนายก อบจ.นครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 และ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พี่ชายนายมาโนช จำเลยที่ 2 คดีกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้ง ทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ก่อนถูกคุมตัวไปจำคุกที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชนั้น และเมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 174/2562 หมายเลขแดงที่ 485/2563 ที่มี ทางกรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาพักโทษนายมาโนชและนายเทพไท ด้วยการให้ใส่กำไลอีเอ็มนายมาโนชจากสำนักงานคุมประพฤตินครศรีธรรมราชส่วนนายเทพไท ไปใส่กำไลอีเอ็มที่ สนง.คุมประพฤติที่กรุงเทพฯ ก่อนปล่อยตัวนายมาโนชและนายเทพไทเป็นอิสระ ออกจากเรือนจำ ท่ามกลางความดีใจของกองเชียร์และญาติๆ จำนวนมาก และหลังปล่อยตัวออกจากเรือนจำนายเทพไทและนายมาโนชก็วิ่งแก้บนออกจากเรือนจำกลับบ้านพักระยะทาง 10 กิโลเมตร

ล่าสุด นายมาโนชได้เดินทางมายังสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ถอดกำไลอีเอ็มหลังครบกำหนดแล้ว โดยนายมาโนชมีสีหน้าดีใจน้ำตาคลอเบ้าหลังจนพ้นโทษเบ็ดเสร็จเป็นอิสระแล้ว พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนชาวนครศรีธรรมราชทุกคนที่มีความเป็นห่วงและแสดงความยินดี หลังตนและนายเทพไทได้พ้นโทษในครั้งนี้ และอนาคตทางการเมืองของตนทั้ง 2 คน คงจะยังไม่ทำอะไรเพราะศาลฎีกาได้สิทธิทางการเมือง 10 ปี ซึ่งจะยังไม่เคลื่อนไหวอะไร แต่ในส่วนของคนในตระกูลเสนพงศ์จะได้พูดคุยปรึกษาหารือกันต่อไปว่าจะเอายังไงต่อไป ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า

ขณะที่ นายเทพไทได้เดินทางไปถอดกำไลอีเอ็มที่สำนักงานคุมประพฤติที่กรุงเทพมหานครเนื่องจากได้แจ้งขึ้นทะเบียนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครหลังได้รับการพักโทษ

โดยมีกำหนดเดินทางกลับบ้านเกิด จ.นครศรีธรรมราช ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม

Advertisement

นายเทพไทเผยว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายหลังถูกคุมขัง และครบกำหนดรายงานตัว จึงมาพบเจ้าหน้าที่ในวันนี้ เพื่อมาถอดกำไล EM ยืนยันว่าที่ผ่านมาตนได้ปฏิบัติตามระเบียบของราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องขอบคุณนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ณ ขณะนั้น ที่มาเยี่ยมถึงเรือนจำ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ประสานการพักโทษให้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติกับตัวเองเหมือนนักโทษทั่วๆ ไป ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ถูกจำคุก 2 ปีเต็ม เมื่อถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ก็ได้มีพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ แต่ตนไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพราะขณะนั้นมีเงื่อนไขว่าต้องจำคุกก่อน 1 ใน 3 กระทั่งถูกคุมขังได้ 8 เดือน ซึ่งถือว่ารับโทษ 1 ใน 3 ของโทษ ถึงได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ

นายทักษิณอ้างว่าอายุเยอะ มีโรคประจำตัว ตนก็บอกว่าหากนับอายุตนก็ 60 ปีแล้ว ถือว่าเป็นคนอายุมากคนหนึ่ง มีโรคประจำตัวด้วยเช่นกัน

ตนน่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นหลักฐานขอพระราชทานอภัยโทษ จึงยื่นไป นายทักษิณใช้เวลา 2 วันกระบวนการแล้วเสร็จ แต่ตนใช้เวลา 2 ปี ยังไม่ทราบเลยว่ากระบวนการไปถึงไหนแล้ว ฉะนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าตนกับนายทักษิณ มีความเป็น 2 มาตรฐาน ตนอยู่ในเรือนจำตลอด แต่คุณทักษิณอยู่ในโรงพยาบาลตลอด เป็นความเหลื่อมล้ำ

ยืนยันว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา แม้จะเคยเป็นนักการเมือง แต่ตอนนี้อยู่ในสถานะประชาชนและติดกำไล EM เหมือนนักโทษทั่วไป มารายงานตัวตามเวลาทุกครั้ง และไม่มีเงื่อนไขพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น นายทักษิณได้รับการพักโทษในวันอาทิตย์และออกอาทิตย์เลย แต่ของตัวเองพักโทษวันเสาร์ต้องรอออกวันจันทร์ เนื่องจากไม่ใช่เวลาราชการ

นายเทพไทเผยว่า หลังจากนี้ตนจะมีอิสระในการเคลื่อนไหวมากขึ้น ที่ผ่านมามีหลายช่อง มีหลายรายการที่ติดต่อเข้ามาขอสัมภาษณ์แต่ไม่ได้เปิดโทรศัพท์ไว้เลย รวมถึงไม่สามารถออกนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ แต่หลังจากนี้คงจะอิสระมากขึ้น ได้รับอิสรภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์