ฃเรื่องราวของการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดของปทุมธานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นเรื่องมหากาพย์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง
ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญที่จะพิจารณาเรื่องราวของการเมืองท้องถิ่นของไทยในวันนี้ที่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องพิจารณา
เพราะปรากฏการณ์ของการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่ปทุมธานีนี้ ยังส่งผลสะเทือนอีกหลายประการ
ที่มากกว่าที่คุยกันในหน้าสื่อและในหน้าจอ
ประการแรก ข่าวเรื่องการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้แม้ว่าจะมีอีกหลายที่ในช่วงนี้ แต่ที่ปทุมธานีดูจะเป็นที่พูดถึงกันมากที่สุด หรือพูดอีกอย่างก็คือ ดราม่าที่สุด
ที่ดราม่าก็เพราะมีเรื่องของการเมืองระดับชาติเข้าไปเกี่ยวข้องมากที่สุด ก็คือคุณทักษิณเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการหาเสียงมากที่สุด เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งนายก อบจ.จังหวัดอื่นในรอบนี้
เรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องที่จะบอกว่าการเลือกตั้งนายก อบจ.นั้นเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองลงมาเคลื่อนไหวเต็มตัวหรือเปล่า เพราะในการเมืองท้องถิ่นนั้น การที่พรรคการเมืองจะเชื่อมโยงกับการเมืองท้องถิ่นอย่างตรงไปตรงมานั้นดูจะไม่ใช่กฎที่ตายตัว
ในข้อเท็จจริงพรรคการเมืองระดับชาติก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ง่ายๆ ในทุกที่ว่าเมื่อสวมแบรนด์พรรคการเมืองระดับชาติแล้วจะชนะเสมอไป เพราะแต่ละยุคสมัยแต่ละพื้นที่นั้นมันไม่เหมือนกันไปเสียหมด
การมองพรรคการเมืองระดับชาติว่าแยกขาดจากการเมืองท้องถิ่นก็เป็นเรื่องที่ง่ายและตื้นเขินเกินไป
พรรคการเมืองบางพรรคนั้นเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานท้องถิ่นที่แข็งแก่ง
เรียกง่ายๆ ว่าไม่ใช่แค่บ้านใหญ่เจรจากับพรรค การเมืองระดับชาติ
บางที่นั้นบ้านใหญ่ระดับท้องถิ่นนี่แหละเป็นแกนสำคัญของการเมืองระดับชาติเลยก็มี เช่น สุโขทัย ชลบุรีบางยุคสมัย บุรีรัมย์ พะเยา ทำนองนี้
อย่างกรณีปทุมเองนั้น เมื่อพูดถึงบ้านใหญ่หลายบ้านที่ประกอบรวมกันเป็นแรงสนับสนุนลุงชาญ ก็พอจะพูดได้ว่า หลายคนก็มีประสบการณ์การเมืองในระดับชาติมาก่อน และรากฐานของลุงชาญเองก็เชื่อมกับบ้านใหญ่เก่าของปทุมที่เคยมีบทบาทระดับชาติเช่นเดียวกัน
แต่กระนั้นก็ตาม ชัยชนะการเลือกตั้งก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชนะก็คือชนะ และคุณทักษิณมีบทบาทสำคัญประการหนึ่ง
แต่ไม่ใช่แค่ตัวคุณทักษิณ เพราะตัวพรรคเพื่อไทยเองก็มีบทบาทที่สำคัญที่เข้ามาช่วยเหลือลุงชาญอย่างเต็มที่ อย่างเปิดตัว
แต่ถ้าย้อนกลับไป เราก็จะเห็นการเชื่อมโยงกันระหว่างลุงชาญในฐานะแคนดิเดตนายก อบจ.กับตัวพรรคอย่างไม่เป็นระบบอยู่ดี เพราะพรรคการเมืองที่มาสนับสนุนนั้นก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างชัดเจนว่านโยบายของการส่งเสริมการเลือกตั้ง อบจ.ทั้งประเทศเป็นอย่างไร
เห็นจะมีก้าวไกลเท่านั้นที่ทำเรื่องนโยบายท้องถิ่นและการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ แต่คราวนี้ก็ไม่ลงที่ปทุมอยูดี
ดังนั้นในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าที่จะเป็นช่วงเวลาที่วาระของ อบจ. ทั้งนายก อบจ.และ ส.อบจ.หมดลง เราอาจจะได้เห็น หรืออาจจะไม่ได้เห็นเลยว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะลงมาในสนามของการเลือกตั้งเต็มตัว อย่างเป็นระบบหรือไม่
อย่าลืมว่า ในมุมของผู้สมัครเอง โดยเฉพาะที่เรียกว่าบ้านใหญ่นั้น เขาก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกันว่าการไปร่วมมือ หรือเปิดตัวเต็มตัวว่าจะสวมเสื้อพรรคไหนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในท้องถิ่นแต่ละแห่งนั้นกระแสพรรคในระดับชาติในแต่ละช่วงเวลาอาจไม่ได้ส่งผลบวกเท่านั้น
บางทีการสวมเสื้อพรรคใดพรรคหนึ่งก็ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกเสมอไป สวมเสื้อแล้วเป็นภาระที่ต้องมาคอยแก้ต่างให้พรรคเหล่านั้นก็เป็นไปได้
เพราะในท้ายที่สุดนั้น สิ่งที่จะมีความสำคัญในการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นมันมีเงื่อนไขอีกประการที่จะเล่าให้ฟังในหัวข้อถัดไป
นั้นก็คือประเด็นที่สองนั้นแหละครับว่าในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ถ้าพ้นไปจากเรื่องของการซื้อเสียงที่ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้ทำในทุกพื้นที่ หรือส่งผลในทุกพื้นที่ มุมมองที่สำคัญของผู้เลือกที่มีต่อแคนดิเดตนั้นจะวนเวียนอยู่กับหลายเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องที่ว่าคนที่จะเลือกนั้นเป็นคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราจะเห็นว่าในการเลือกตั้งนั้นชื่อกลุ่มก็เป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องว่าเป็นคนในพื้นที่หรือไม่นั้น มันจะต้องตามมาด้วยเรื่องราวว่า เขาเป็นคนในพื้นที่แค่ไหน อย่างลุงชาญนั้นนอกจากเป็นคนในพื้นที่แล้ว ก็จะต้องระบุด้วยว่าเข้ามาเกี่ยวพันอย่างไร เช่น น้ำท่วมมาช่วยเองไหม
หรืออย่างคำรณวิทย์นั้นก็มีคำจำกัดความว่าแม่เป็นครูที่มีชื่อเสียงทำประโยชน์ให้พื้นที่ หรือช่วงโควิดก็มีผลงาน
การเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเรื่องราวว่าด้วยการเป็นคนพื้นที่นั้นจึงมีความสำคัญ แต่ละพื้นที่มีเรื่องเล่าที่ต่างกัน ความลุ่มลึกของเรื่องราวส่วนตัวต่างกัน เช่น ลุงชาญไม่ใช่แค่คนปทุม แต่เป็นคนสามโคกและไม่ทิ้งชาวสามโคก
นั่นหมายความว่าขณะที่ในทฤษฎีการเลือกตั้งในต่างประเทศจะมีการพยายามค้นคว้าว่าเรื่องราวของการตัดสินใจว่าการเลือกตั้งนั้นเกี่ยวโยงกับการประเมินผลงานในอดีตมากน้อยแค่ไหน
ในประเทศไทยเองการประเมินผลงานในอดีตก็จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวของการเมืองเชิงวัฒนธรรมของการเป็นคนท้องถิ่นด้วย เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งครั้งที่่ผ่านๆ มาว่าแต่ละฝ่ายนั้นมีผลงานในอดีตมากน้อยแค่ไหน แต่มีเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นคนท้องถิ่นด้วย
อย่าลืมว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นในบ้านเราเว้นแต่เรื่องเทศบาล เมื่อพูดเรื่อง อบต.และ อบจ.นั้นความเป็นการเมืองในระดับชนบทมีบทบาทสำคัญเช่นกันกับการเชื่อมโยงกับภาพของสถาบันทางสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนพื้นที่ คนบ้านเดียวกัน หรือมีบุญคุณมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องที่จะละทิ้งไม่ได้ก็คือ ในชีวิตการเมืองของชาวนา หรือชนบทนั้น ยังมีข้อถกเถียงเสมอว่าคนในท้องถิ่นนั้นเลือกตัดสินใจบนความเสี่ยงน้อย หรือเลือกจะเสี่ยง
โดยในทางการเมืองเราก็จะพบว่ามีบ่อยครั้งที่การตัดสินใจนั้นวางอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ก็อยู่มานานแล้ว (กับคนเดิม) อยากลองให้โอกาสคนใหม่บ้าง
เรื่องนี้ไม่ได้จบง่ายๆ เพราะเมื่อให้โอกาสคนใหม่แล้ว ถ้าไม่ได้ ชาวบ้านก็พร้อมจะให้โอกาสคนเดิมกลับมาอีกครั้งเช่นกัน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักการเมืองในระดับท้องถิ่นก็เผชิญกับปัญหานี้มาโดยตลอด บ่อยครั้งที่พวกเขาเสียอำนาจให้กับนกแลไปได้ง่ายๆ โดยที่ไม่อยากหยุดยั้งกระแสทางการเมืองในระดับชาติที่แทรกเข้ามากับการเมืองที่วางบนเรื่องความหวังของการเปลี่ยนแปลงได้เลย
ก็ได้แต่หวังว่ารอบหน้าเขาจะกลับมาชนะอีกครั้งโดยการไม่ทิ้งพื้นที่ และลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนต่อไป
ประการที่สาม อีกส่วนหนึ่งที่เรื่องของการเลือกตั้งนายก อบจ.และ อบจ.ทั้งระบบมีความสำคัญก็คือเรื่องของความชัดและไม่ชัดเจนของการเมืองระดับ อบจ.เอง
อย่าลืมว่า อบจ.นั้นมีลักษณะพิเศษคือไม่มีพื้นที่ของตัวเอง เพราะว่า อบจ.นั้นเป็นการบริหารท้องถิ่นชั้นบน ที่มีเทศบาลและ อบต.อยู่ที่ชั้นล่าง ซึ่งเขามีพื้นที่แยกกันชัดเจน
อธิบายง่ายๆ ก็คือ เทศบาลดูแลพื้นที่เมือง และ อบต.ดูแลพื้นที่ชนบท หรือพื้นที่ไม่ใช่เมือง (เอาเข้าจริงหลายพื้นที่ก็กลายเป็นเมืองไปแล้ว แต่ไม่ยอมยกฐานะก็มี ดูตัวอย่าง อบต.หลายแห่งที่ขนาดงบประมาณมากกว่าเทศบาลตำบลหลายที่ก็มี เช่น ในสมุทรปราการ)
อบจ.มีฐานรายได้ที่ชัดเจน แต่โครงการต่างๆ ย่อมลงไปในพื้นที่เทศบาลและ อบต.แน่นอน ดังน้นนี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ อบจ.กับเทศบาลและ อบต.สัมพันธ์กันเกื้อหนุนกัน หรืออาจขัดแย้งกัน
เงื่อนไขนี้คือเงื่อนไขของระบบจักรกลเศรษฐกิจการเมืองในพื้นที่ที่ทำให้ระบอบการเมืองและการบริหารท้องถิ่นนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน อบต.และเทศบาลที่ต้องการโครงการบางอย่างและงบไม่มีก็ต้องพึ่งพา อบจ.ให้มาลงโครงการในพื้นที่
การทำความเข้าใจการเมืองในระดับ อบจ.จึงจะต้องศึกษาโครงการและการใช้งบประมาณเหล่านี้ของ อบจ.ว่าในสมัยการบริหารที่ผ่านมานั้นเขาทำโครงการอะไรไปบ้าง และในโครงการเหล่านั้นมันก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ความเชื่อมโยงอะไรบ้างกับบ้านเล็กบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่บ้าง และนำมาซึ่งฐานคะแนนเสียงอย่างไร
รวมทั้งตัว อบจ.นั้น นายก อบจ.ได้คะแนนเสียงจาก ส.อบจ.ครบทุกคนไหม เพราะบางที่นั้นเขาบริหารโดยมีเสียง อบจ.อีกฝ่ายอยู่ในนั้นด้วย และมันก็จะให้เราคาดการณ์ว่าเขาจะชนะในครั้งต่อไปได้แค่ไหน
การเลือกตั้งนายก อบจ.ในครั้งนี้ของปทุมนั้น เขายังไม่ได้เลือก ส.อบจ.ด้วย และอย่าลืมว่า ถ้าเราเชื่อว่าคำรณวิทย์และ ส.อบจ.นี้เคยอยู่กับเพื่อไทยมาก่อน ครั้งนี้ของคำรณวิทย์เขาจะได้เสียงจาก ส.อบจ.ที่เคยอยู่ทีมเดียวกับเขาแค่ไหน
และขณะเดียวกัน ถ้าลุงชาญต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ลงหลังจากการรับรองผลการเลือกตั้ง การเลือกตั้ง ส.อบจ.ปทุมปลายปีนี้จะสนุกสนานแค่ไหน และการบริหารปทุมธานีจะอลเวงแค่ไหนถ้านายก อบจ.ปทุมคนใหม่ยังทำหน้าที่ไม่ได้
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อลงไปดูตัวการรณรงค์การเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมที่ผ่านมา เราจะพบข้อถกเถียงน้อยมากเรื่องว่าแต่ละฝ่ายที่ลงนั้นมีข้อเสนอในเรื่องของนโยบายในการพัฒนาจังหวัดปทุมธานีอย่างไร เมื่อดูจากป้ายหาเสียง
นี่คือสิ่งที่การเลือกตั้งท้องถิ่นของเรายังไปกันไม่ถึงไหน ถ้าย้อนกลับไปดูการรณรงค์หาเสียง อบจ.
เทศบาล อบต. ป้ายหาเสียงยังไม่ได้เน้นตัวนโยบายมากนัก ส่วนใหญ่ป้ายจะเน้นหน้าตาและท่าทีของควมเป็นมิตร และการให้สีสัญลักษณ์แทนการเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองระดับชาติ เช่นสีแดง น้ำเงิน ส้ม
หรือถ้าเป็นอิสระก็อาจจะมีสีที่สะดุดตา เช่น สีเขียว
นี่คือสิ่งที่สื่อเองอาจจะต้องทำการบ้านในการค้นหาประเด็นให้มากขึ้นว่าด้วยเรื่องว่าการเลือกตั้งผู้บริหารและตัวแทนนิติบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพวกเขาควรจะติดตามข่าวอะไรบ้างถ้าแต่ละฝ่ายนำเสนอประเด็นอะไรมากกว่าแค่ว่าแต่ละคนเป็นตัวแทนของบ้านใหญหลังไหน หรือพรรคการเมืองไหน
จากนี้ก็มารอลุ้นกันต่อครับว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจากวันนี้จนอีกปีกว่าๆ จาก อบจ. มาเทศบาล อบต. และ กทม.จะมีทิศทางอย่างไร ก่อนจะไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ถ้าไม่มีเหตุยุบสภาไปเสียก่อน

