เครือข่ายแรงงาน ชง 5 ข้อเสนอยื่น กมธ.แรงงานเพิ่มวันลาคลอดได้ถึง 180 วัน
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่รัฐสภา เครือข่ายขับเคลื่อนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการลาคลอด 180 วัน เข้ายื่นหนังสือ ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … โดยมี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูลพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ. เป็นผู้รับหนังสือ
น.ส.อรุณี ศรีโต ผู้แทนเครือข่าย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ด้านแรงงานและความจำเป็นในการคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการขยายสิทธิการลาคลอด และการจ้างงานลูกจ้างภาครัฐ จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาสแรกของปี 2566 มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 70,080,000 คน โดยเป็นกำลังแรงงาน 40.28 ล้านคน แบ่งเป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.95 เป็นเพศชายร้อยละ 75.56 เป็นสตรีที่อยู่ในวัยแรงงาน อายุ 18-59 ปี 20,415,761 คน อยู่ในระบบประกันสังคมประมาณ 24.47 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 จำนวน 11.69 ล้านคน มาตรา 39 จำนวน 1.87 ล้านคน และมาตรา 40 จำนวน 10.91 ล้านคน และมีรายงานจากสำนักงานกองทุนประกันสังคม ตั้งแต่ เดือน ม.ค.-ก.ค.66 ว่ามีผู้ใช้สิทธิในการคลอดบุตร 1,383,814 คน และใช้สิทธิในการสงเคราะห์บุตรจำนวน 1,268,775 คน
ที่ผ่านมาภาคองค์กรฯ ได้ยื่นข้อเสนอ เพื่อขอให้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์การลาคลอดของแรงงานหญิง จาก 90 วัน เป็น 120-180 วัน ทำให้ รมว.แรงงาน สมัยที่แล้วได้นำเสนอข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างและประกาศให้ลูกจ้างหญิงมีสิทธิในการลาคลอดบุตรโดยได้รับค่าจ้างเท่าเวลาที่ลาตามอัตราที่ได้รับอยู่ แต่ไม่เกิน 98 วัน
ทางเครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอ ดังนี้
1. ขอให้คณะ กมธ. พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานการให้ลูกจ้างหญิงและชาย ได้สิทธิการลาคลอดเพิ่มขึ้นจาก 98 วัน เป็น 180 วัน ได้ค่าจ้างเต็ม โดยยึดหลัก WHO หรืออนุสัญญาของ ILO อนุสัญญา 183 ว่าด้วยการให้สิทธิลาคลอดได้เกิน 98 วัน
2. ขอให้คณะ กมธ. พิจารณาแก้ไขหลักการ เหตุผล และคำนิยาม เรื่อง สิทธิการลาคลอด โดยนำเนื้อหารัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 48 ว่าด้วยสิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตร ย่อมได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของมารดา และผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอ และบุคคลผู้ยากไร้ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ
3. ขอให้คณะ กมธ. และคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาเพิ่มถ้อยคำในบทเฉพาะกาลในกฎหมาย โดยกำหนดระยะเวลาในการใช้กฎหมายได้จริง
4. ขอให้การใช้สิทธิลาคลอดที่ขยายเพิ่มตามกฎหมายกำหนด ต้องไม่ให้นายจ้างนำการเพิ่มวันลาคลอดมากกว่า 98 วัน ที่กฎหมายกำหนด มาเป็นเงื่อนไขในการประเมินการทำงาน การให้รางวัล การให้โบนัส หรือการทำให้การทำงานของลูกจ้างไม่ได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ลูกจ้างทำงานอยู่
5. ขอให้คณะ กมธ. เร่งแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ โดยสนับสนุนการแก้ไขให้การจ้างงานของลูกจ้างภาครัฐทุกกลุ่มประเภทการจ้างงานของรัฐ ได้เข้าสู่การคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากลูกจ้างกลุ่มนี้เป็นประชาชนที่อยู่กับการจ้างงานกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่ควรจะได้รับความมั่นคงจากการทำงาน และสวัสดิการในการคุ้มครองสิทธิแรงงานและระบบสุขภาพที่เท่าเทียมกับแรงงานในระบบของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
นายวรสิทธิ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความร่วมมือของทุกพรรคการเมือง โดยทุกคนมีความเห็นและเข้าใจในหลักการเดียวกันว่าต้องการทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการลาคลอด ซึ่งการขยายการลาคลอดนั้น คณะ กมธ. มีความต้องการที่จะขยายแต่ความท้าทายคือ เราจะเปลี่ยนผ่านเหตุการณ์นี้อย่างไรให้มีความราบเรียบที่สุด ให้มีการปรับตัว ทั้งผู้ประกอบการและพี่น้องแรงงานที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นควบคู่กันไป นอกจากนี้ ยังได้มีการเสนอให้คู่สมรสสามารถลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรได้ ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนที่ได้ให้ความสนใจและให้กำลังใจ โดยสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เต็มความสามารถตามกรอบหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่

