‘พิธา’ ร่วมประชุม ‘กมธ.ความมั่นคง’ เชิญ กต.-แบงก์ แจง ปม UN แฉ เอื้อรบ.เมียนมาทําธุรกรรมซื้ออาวุธ

11.07.24 | 13:25 น.

‘พิธา’ โผล่แจม ‘กมธ.ความมั่นคง’ เชิญ กต.-แบงก์ แจง ปม UN แฉ เอื้อรบ.เมียนมาทําธุรกรรมซื้ออาวุธ ด้าน ‘รองปลัดกต.’ ยัน ไม่พบหลักฐาน ปัดรบ.มีส่วนเอี่ยว ‘ส.ธนาคาร’ โต้ กล่าวหารุนแรง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน มีการพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริง กรณี สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เปิดเผยรายงานอ้างว่า ธนาคารในประเทศไทย เป็นผู้ให้บริการทางการเงินหลักให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเชิญ นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ด้านสิทธิมนุษยชน ในฐานะผู้จัดทํารายงานมาให้ข้อมูล พร้อมกับตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ, สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารทหารไทยธนชาติ และธนาคารกรุงเทพ

นายทอมกล่าวว่า ประเทศเมียนมากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต และมีโอกาสที่ประเทศไทย รวมถึงนานาชาติ จะพลิกวิกฤตในเมียนมาเป็นโอกาสการพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ จุดประสงค์ของรายงานคือ มีพลเมืองกว่า 5 พันคนที่ถูกสังหารไป นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร และขณะนี้รัฐบาลเมียนมากำลังสูญเสียพื้นที่ยึดครอง และการทำสงครามครั้งนี้ วิธีการตอบรับและต่อสู้ ได้มุ่งเป้าไปที่พลเมือง ในฐานะชุมชนนานาชาติ ควรหาทางยุติ จำกัดสมรรถภาพทางการทหาร เพื่อยุติความเสียหาย

นายทอมกล่าวว่า รายงานมีเนื้อหาสำคัญคืองบประมาณ ตนได้เริ่มดูการจัดซื้องบประมาณอาวุธที่ใช้ในทางทหาร ที่พุ่งเป้าไปยังพลเมือง ซึ่งงบมากกว่า 70% ที่ซื้อโดยรัฐบาลทหารเมียนมา พึ่งพาธนาคารอย่างเป็นทางการ แต่ข่าวดีคือ ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา การตัดซื้ออาวุธของรัฐบาลเมียนมาลดลงกว่า 1 ใน 3

Advertisement

นายทอมกล่าวว่า ธนาคารในประเทศสิงคโปร์เองก็เคยอำนวยความสะดวกให้รัฐบาลทหารเมียนมา แต่หลังจากมีการเผยแพร่รายงานฉบับนี้ จนเกิดการตรวจสอบ ทำให้การสนับสนุนลดลง ทิศทางของโลกในเรื่องนี้ กำลังเป็นไปในทางที่ดี แต่ท่าทีของไทยกลับตรงกันข้าม โดยยกตัวอย่างธนาคารเอกชนในไทย มีการอำนวยความสะดวกในเรื่องธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่บางธนาคารก็มีการลดลง

นายทอมกล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยมีนโยบายชัดเจน ว่าจะต่อต้านการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อซื้ออาวุธ ป้องกันความเป็นไปได้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไทยมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับธนาคารไทย ในทางใดทางหนึ่ง และรัฐบาลอาจจะไม่ทราบถึงความสำคัญของจำนวนการทำธุรกรรม ที่เพิ่มสูงขึ้นจำนวนมาก แม้จะยังไม่เจอหลักฐานที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุน หรือมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมทางธนาคาร แต่เข้าใจว่าธนาคารในประเทศไทย ต่างมีความรับรู้ถึงลักษณะของการทำธุกรรม ที่อำนวยความสะดวกให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัฐบาลเมียนมาในปัจจุบัน ดังนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลเรียกร้องไปยังธนาคารในไทย ยุติการอำนวยความสะดวกให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา เป็นวิธีการเดียวที่จะป้องกันอาชญากรรมทางสงคราม และมวลมนุษยชาติ

ด้านนายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่พบหลักฐานเส้นทางการเงินของธนาคารในประเทศไทย ตามที่ระบุในรายงาน และไม่พบว่ารัฐบาลรับรู้ในเรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเป็นอยู่ของประชาชนเมียนมา ไม่สนับสนุนความรุนแรง และปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด

ด้านตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ธปท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนก่อการร้าย พร้อมกำชับให้สถาบันการเงิน ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเคร่งครัด แต่หากพบว่ามีกระทําเป็นไปตามที่ระบุ ก็พร้อมจะดําเนินการทันที

ด้านตัวแทนสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงว่า สมาคมฯ เห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาค่อนข้างรุนแรง เพราะจากรายงานเขียนว่า เป็นแหล่งธุรกรรมหลัก แต่จริงๆ ไม่มีข้อมูล และธนาคารก็ทำตามขั้นตอนและหน้าที่ ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนการซื้อยุทโธปกรณ์ เพื่อมาละเมิดสิทธิมนุษยชน และเรากำลังพิจารณาว่ากระบวนการต่างๆ ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม หรือเข้มข้นขึ้นหรือไม่ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลเมียนมาจะใช้ความพยายามในการหลบหลีก ทั้งการมีนอมินี เปิดบัญชีบุคคลธรรมดา ซึ่งธนาคารตรวจสอบอยู่แล้ว

ด้าน นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.ได้ออกประกาศแจ้งให้สถาบันการเงินทราบ ว่าประเทศเมียนมามีความเสี่ยงในการฟอกเงิน และการสนับสนุนการก่อการร้าย ดังนั้นหากจะรับลูกค้า หรือทำธุรกรรมกับประเทศเมียนมา จะต้องมีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือทุกครั้ง และมีกระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ระหว่างการประชุม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ได้เป็นหนึ่งใน กมธ. เดินทางมาร่วมรับฟัง และซักถามในที่ประชุม ถึงมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และขอให้กระทรวงการต่างประเทศประเมินความเสี่ยงต่อรัฐบาลไทย หากไม่มีการดําเนินการในเรื่องดังกล่าว