หน้าแรก การเมือง ศูนย์ทนายมุสล...

ศูนย์ทนายมุสลิม ฮึดลุกฟ้องรัฐ ‘คดีตากใบ’ แอมเนสตี้จี้รัฐขีดมาตรฐาน ก่อนหมดอายุความ

11.07.24 | 21:16 น.

ศูนย์ทนายมุสลิม ฮึดลุกฟ้องรัฐ ‘คดีตากใบ’ แอมเนสตี้จี้รัฐขีดมาตรฐาน ก่อนหมดอายุความ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ร้าน ฌ ฌอเฌอคอฟ ลาดพร้าวซอย 16 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ทนายความ และชาวบ้านตากใบที่ลุกขึ้นมาฟ้องรัฐก่อนที่จะหมดอายุความ ร่วมพูดคุยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเด็น 20 ปีตากใบ : ความหวัง ความท้าทาย ในวันที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาฟ้องรัฐ ก่อนคดีจะหมดอายุความ

บรรยากาศเวลา 13.00 น. ทนายความและชาวบ้านตากใบ อาทิ นายอูเซ็ง ดอเลาะ ตัวแทนศูนย์ทนายความมุสลิม และชาวตากใบ, นายซาฮารี เจ๊ะหลง หรือ แบร์ พ่อบ้านใจกล้า และ แบมะ (สงวนชื่อจริง) ร่วมอัพเดตความคืบหน้า ถึงการลุกขึ้นมาวงถาม “ความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา” พร้อมนับถอยหลังอีกไม่ถึง 3 เดือน (106 วัน) วันที่ 25 ตุลาคมนี้ จะสิ้นอายุความ 20 ปีการไต่สวนมูลฟ้อง (ประชาชนฟ้องเจ้าหน้าที่)

นายอูเซ็งกล่าวว่า ตัวแทนทนายความจากศูนย์ทนายมุสลิม เราต่อยอดจากสมัยของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร เพราะสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ เราทำงานในชมรมนักกฎหมายมุสลิม บทบาทส่วนใหญ่ทำงานร่วมกับนักศึกษา ทำคดีที่สำคัญ เช่น คดี JI ถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญา เราเริ่มคดีทำตั้งแต่นั้นมาจนถึงหลังจากปี 2549 คดีที่เกี่ยวกับความรุนแรง ก่อนหน้านี้เราจะฟ้องที่ศาลอาญาเป็นหลัก แต่ตอนหลังก็มีการปรับปรุงนโยบายให้มีการดำเนินคดีแต่ละจังหวัดที่เกิดเหตุ 3-4 พื้นที่ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส สงขลา ที่มีเหตุเกี่ยวกับความมั่นคง

Advertisement

“ส่วนของทนายมุสลิมหลังจากทนายสมชายถูกบังคับสูญหาย ศูนย์ทนายความมุสลิมได้รับผลกระทบถูกคุกคามมาตลอด แต่เราก็ยังยืนหยัดต่อคดีความต่อชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ตอนนั้นคดีความชาวบ้านเยอะมาก ในส่วนของศูนย์ทนายมุสลิมตอนนั้นผมจบใหม่ แต่ผมก็ได้ศึกษาและทำมามาตลอด ก็เลยรู้ช่องทางและแนวทาง ประสบการณ์ในการทำคดีเกี่ยวกับความมั่นคงด้วย” นายอูเซ็งเผย

นายอูเซ็งกล่าวว่า สำนักงานของศูนย์ทนายความมุสลิมมี 5 แห่ง กรุงเทพฯ แต่ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ที่สำคัญ คือปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทมากที่สุดในการว่าความให้กับจำเลยเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงคดีตากใบนี้ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง

“คดีตากใบหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 25 ตุลาคม 2547 จนวันนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้ว แต่ความสูญเสีย หรือความเสียหายที่ได้รับ แม้จะผ่านไปกี่ปีความรู้สึกของผู้เสียหายและความสูญเสียชาวบ้าน จะคงอยู่ตลอดไป แม้คดีจะหมดอายุความจะหมดไป” นายอูเซ็งระบุ

นายอูเซ็งกล่าวว่า ส่วนเหตุการณ์ตากใบมันมีต่อเนื่องจากปีที่แล้ว 19 ตุลาคม 2566 แอมเนสตี้ได้ไปจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ตากใบ ส่วนประชาชนและนักกิจกรรมในพื้นที่เขาก็จะรำลึกกัน โดยไปตรงกับวันทางศาสนา คือวันที่ 11 เดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอด

“พี่น้อง 3 จังหวัด เขาจะรำลึกทุกวันที่ 11 ของการถือศีลอดจนมาถึงวันนี้ (ไม่ตรงกับปฏิทินสากล) แต่ 25 ตุลาคม ก็อาจจะมีกิจกรรมอยู่บ้าง เพราะมันตรงกับวันที่เกิดเหตุจริง” นายอูเซ็งเผย

นายอูเซ็งกล่าวว่า สำหรับจุดเริ่มต้นในการฟ้องคดีด้วยตนเอง เกิดหลังจากแอมเนสตี้ลงพื้นที่ในพื้นที่แล้วพบว่าพี่น้องชาวบ้านที่ได้รับการสูญเสีย มีการตื่นรู้และให้ความสนใจในเรื่องของการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ทำให้เกิดการสูญเสีย และละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีตากใบ

“หลังจากนั้นมีการติดต่อไปที่ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ แจ้งความประสบค์ว่าจะขอเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่ได้รับความสุญเสีย และได้รับผลกระทบ ทางนายอาดิล้นได้จัดทีมทนายเพื่อที่จะนำคดีมาสู่ศาลด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนที่เราจะฟ้องคดีก็ได้มีการประสานงาน พูดคุยสืบหาหาข้อเท็จจริงจากผู้เสียหาย และญาติที่มีความสัมพันธ์กับผู้ตาย หรือ ได้รับบาดเจ็บจากความรุนแรง

จนสุดท้ายได้ข้อมูลมาตอนนั้น มีผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมเป็นโจทก์ฟ้องคดีประมาณ 48 คน และมีบางส่วนที่ติดพิธีกรรมทางศาสนา เพราะเป็นช่วงทำพิธีฮัจญ์ เราต้องเอาแค่ส่วนที่สามารถเดินหน้าไปก่อน เพราะมันติดเรื่องของอายุความที่กำลังหมดไป จึงได้ตัวแทนของผู้เสียหาย 48 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ตายประมาณ 34 คน และตัวแทนของผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บอีก 10 กว่าคน” นายอูเซ็งระบุ

นายอูเซ็งกล่าวว่า ส่วนของทนาย การที่จะฟังคำตอบสุดท้ายที่จะฟังว่าจำเลยทั้ง 9 คนมีความผิด มันเป็นเรื่องอีกยาวไกล แต่แค่ศาลสั่งว่าคดีมีมูลมันก็เท่ากับว่าคดีของประชาชนมันชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

“บทเรียนที่เราจะได้จากกรณีที่ศาลมีคำสั่งว่ามีมูล อย่างน้อยคุณค่าที่มีชีวิตของคน ควรจะได้การปฏิบัติอย่างมีคุณค่าและเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่จะทำอะไรต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งอัตราการวิสามัญฆาตกรรมมันน่าจะตรวจสอบได้มากขึ้น” นายอูเซ็งกล่าว

ด้าน นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ขอขมวดเป็น 2 เรื่อง คือ 1.แอมเนสตี้สังเกตเห็นชัดมากตอนลงพื้นที่ปีนี้ คือ บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“สำหรับผมมองว่าปัญหาที่ใต้ตอนนี้มันเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งมันมีวัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่อยู่ เรารู้กันว่ามันมีเสียงอื้ออึงมันมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเยอะแยะ มีการซ้อมทรมาน วิสามัญฆาตกรรมต่างๆนานา แต่ไม่มีกรณีไหนเลยที่นำเจ้าหน้าที่มาลงโทษ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริงขณะเดียวกันคนที่ออกมาพูดความจริง ก็โดนคดีอยู่ตลอด ถูกคุกคามโดยตลอด” นายชนาธิปเผย

นายชนาธิปกล่าวว่า มันมีพลวัตที่น่าสนใจคือเราเคยลงพื้นที่ตากใบก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งในปี 2019 ซึ่งถ้าเทียบกับปี 2023 เราจะพบว่าตอนนั้นปี 2019 เพิ่งออกจากช่วง “รัฐบาลประยุทธ์ 1” หลังการรัฐประหาร ซึ่งตอนนั้นนักปกป้องสิทธิตอนนั้นโดนคดีกัน เพราะออกมาพูดเรื่องการละเมิดสิทธิ

“พอหลังจากยุคนั้น เราลงพื้นที่ไปตากใบ ชาวบ้านรู้สึกโพสสิทิฟ (Positive) มากขึ้น เขารู้สึกมีความหวังขึ้นมา อยากคุยกับคน อยากเปิดหน้าพื่อเล่าเรื่องว่าตัวเองเจออะไรมาบ้าง อยากเจอกับองค์กรสิทธิมนุษยชน เหมือนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง” นายชนาธิปชี้

นายชนาธิปกล่าวว่า พอปีที่แล้ว 2022 มันมีพลวัตที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทุกคนบอกว่าขอใช้ชื่อสมมุติ หรือ ปิดหน้าเลย บางคนก็ไม่อยากเล่าเรื่องด้วยซ้ำแม้ว่ามันจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล หรืออะไรหลายอย่าง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงคุยกับองค์กรปกป้องสิทธิมนนุยชนเป็น 10 รอบ ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

“ผ่านรัฐบาลประยุทธ์มาแล้วคนมลายูก็ยังโดนเจ้าหน้ารัฐดำเนินคดีหรือคุกคามที่บ้าน ซึ่งคดีตากใบก็เป็นเรื่องชุมนุมเหมือนกัน เขาคงรู้สึกว่าถ้าออกมาเรียกร้อยตวามยุติธรรมมันก็คงไม่ได้อะไร แต่ก็ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่ปลุกหลายคนให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาพูด ถึงแม้จะเหมือนที่เราคุยกันว่าจะยังมีการคุกคามเกิดขึ้นอยู่” นายชนาธิปเผย

นายชนาธิปกล่าวว่า มันไม่ใช่แค่ต้องการความกล้าหารจากชาวบ้าน แต่ภาครัฐก็ต้องสร้างบรรยากาศให้รู้สึกปลอดภัย และเอื้อนวยต่อเขาให้เขาออกมาหายุติธรรมด้วย เรายังไม่เห็นว่ามีการพยายามคุ้มครองคนที่ออกเรียกร้องความยุติธรรม เช่น เรื่องของการคุ้มครองพยานที่ยังไม่มี แล้วเราอยากจะเห็นมันมากขึ้น

นายชนาธิปกล่าวอีกว่า ส่วนที่ 2 คือ เรื่องความยุติธรรม ซึ่งหลายท่านก็อาจจะได้แล้วว่าเหยื่อได้รับเงินชดเชยมาประมาณหนึ่งแล้ว แต่ตามจริงหลักการของกฎระหว่างประเทศ การเยียวยาไม่ใช่แค่การให้เงินชดเชย แต่ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลว่าการละเมิดสิทธิมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร มันมีการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ แต่ข้อมูลที่ชาวบ้านออกมาพูดก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐ

นายชนาธิปกล่าวต่อว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ กระบวนการอิสระที่แต่งตั้งจากรัฐ ออกมาพูเองเลยว่าไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ขนาดนั้นว่าผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกัน และรัฐยังไม่ออกมารับรองข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี้ เพื่อนที่นำเสนอเรื่องราวของผู้ถูกกระทำ

“ตอนที่ผมได้ลงพื้นที่กับแอมเนสตี้ ครอบครัวที่เขามีลูกเป็นด็ก 12 ขวบ บ้านอยู่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจที่ตากใบ แล้วเขาบอกว่าอยู่ๆตอนที่มีการสลายการชุมนุม มีกระสุนยิงมาโดนที่เท้าลูกเขา ทั้งที่อยู่ไกลจากตัวสถานีตัวรวจมาก เรียกได้ว่า การสลายการชุมนุมกว้างขวางมาก แต่ก็ยังไม่เห็นการบันทึกข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบ แล้วไม่มีความพยายามจากภาครัฐในการรับรองข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากเพียงพอ” นายชนาธิประบุ

นายชนาธิปกล่าวว่า องค์ประกอบที่ 2 คือ การเข้าถึงกระบวนยุติธรรมมันยังไม่เกิดขึ้น แม้จะมีการชดเชยเยียวยา แต่มันยังไม่มีการคืนความยุติธรรมนี้เป็นการกระทำผิดและละเมิดกฎหมาย มันจึงทำให้องค์ประกอบนี้ไม่เข้า

นายชนาธิปกล่าวต่อว่า ส่วนองค์ประกอบที่ 3 คือ การชดเชยเยียวยา ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการให้เงินด้วยว่า มันอาจจะมีมากกว่านั้น เช่น ยอมรับอย่างเป็นทางการ และความพยายามที่จะการันตีว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

“มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตากใบอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ตากใบมันถูกใช้มาเป็นโมเดลสลายการชุมนุมหลายครั้งในประเทศไทย อาจจะเป็นคนอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดว่าเป็นห้องทดลองมนุษย์ เพราะหลายครั้งที่ภาครัฐเหมือนมีแนวปฏิบัติบางอย่าง ที่อยากจะใช้ในการควบคุมประชาชน แล้วก็เอามาใช้ที่ 3 จังหวัดก่อน แล้วก็ค่อยเอามาลองใช้ในพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ

ผมคิดว่าเหตุการณ์ตากใบก็ไม่ต่างกัน มันเป็นเหมือนหนึ่งในการทดลองเพื่อสลายการชุมนุมและควบคุมประชาชน แล้วเราก็ยังเห็นเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการสล่ยเหตุการณ์เสื้อแดง สลายการชุมนุมเยาวชนตั้งแต่ 2563-2565 เหมือนกับรัฐบาลไทยไม่เคยเรียนรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ถูกต้อง” นายชนาธิปชี้

นายชนาธิปกล่าวว่า แอมเนสตี้เรียกร้องว่า ขั้นแรกที่สุดคือศาลรับฟ้อง และไม่ปล่อยให้มันหมดอายุความ เพราะถ้าปล่อยให้หมดอายุความไปแล้วมันจะไม่ใช้แค่การเสียโอกาสตากใบ แต่เสียโอกาสในการเสียแนวทางปฏิบัติในอนาคต เพื่อจะให้ภาครัฐจัดการดูแลการชุมนุมได้ดีมากขึ้น สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น