พูดแล้วน้ำตาคลอ ‘ญาติเหยื่อตากใบ’ พ้อ ‘จะ 20 ปีแล้ว’ ยังรอความเป็นธรรม คาใจรัฐทำสำนวนหาย-ถูกขู่ใช้กฏหมาย บังคับเซ็นเอกสาร หลังชาวบ้านลุกสู้
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ร้าน ฌ ฌอเฌอคอฟ ลาดพร้าวซอย 16 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ทนายความ และชาวบ้านตากใบที่ลุกขึ้นมาฟ้องรัฐก่อนที่จะหมดอายุความ ร่วมพูดคุยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเด็น 20 ปีตากใบ: ความหวัง ความท้าทาย ในวันที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาฟ้องรัฐ ก่อนคดีจะหมดอายุความ
บรรยากาศเวลา 13.00 น. ทนายความและชาวบ้านตากใบ อาทิ นายอูเซ็ง ดอเลาะ ตัวแทนศูนย์ทนายความมุสลิม และชาวตากใบ, นายซาฮารี เจ๊ะหลง หรือ แบร์ พ่อบ้านใจกล้า และ แบมะ (สงวนชื่อจริง) ร่วมอัพเดตความคืบหน้า ถึงการลุกขึ้นมาทวงถาม “ความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา” พร้อทนับถอยหลังอีกไม่ถึง 3 เดือน (106 วัน) วันที่ 25 ตุลาคมนี้ จะสิ้นอายุความ 20 ปีการไต่สวนมูลฟ้อง (ประชาชนฟ้องเจ้าหน้าที่)
โดยมี นางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมด้วย
ในตอนหนึ่ง เมื่อถามว่าในฐานะชาวตากใบ มีความกังวลใจหรือไม่ที่คดีกำลังจะสิ้นอายุความ?
แบมะเผยว่า ถ้าถามว่ากังวลไหม ในนามชาวบ้าน อึดอัดใจหลายอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ตากใบ เราอยากให้หลายสิ่งและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเหตุการณ์สลายการชุมนุมตากใบในปี พ.ศ.2547 นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การที่เราขึ้นมากรุงเทพฯเพราะต้องการให้สื่อช่วยอีกด้าน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในเหตุการณ์ครั้งนี้
“ความรู้สึกชาวบ้าน ผมเป็นส่วนหนึ่ง เพราะสูญเสียพี่ชายคนโต ชื่อ นายอับดุล อายุประมาณ 27 ปีในตอนเกิดเหตุวันนั้น ถ้าเล่าเหตุการณ์ ผมก็ยังไม่โตเท่าไหร่ ไม่ได้ไปร่วมในการชุมนุม เพราะไปไถนากับพี่ชายตอนเช้า แล้วพี่ชายแยกไปซื้อเสื้อผ้า รับวันฮารีรายอ ในตอนนั้นที่ตากใบเกิดเหตุชุมนุม แล้วเขาก็เสียชีวิต
ผ่านไป 20 ปี แต่ความรู้สึกยังไม่จางหายไป คนที่เกิดเหตุยังไม่สบายใจแม้อายุคดีความกำลังจะครบ 20 ปีก็ตาม พูดอีกครั้งก็ยังรู้สึกว่ายังรอคอยความยุติธรรม ผมคนนึงเวลาพูดจะมาด้วยน้ำตา ด้วยความเสียใจ ขณะที่พูดในศาลก็หลั่งน้ำตา เพราะจะถึง 20 ปีแล้ว คนที่เสียชีวิตเขาก็เป็นคน
ที่ยังคาใจ ขนาดสำนวนคดีที่เสียชีวิต 85 ศพ ซึ่งไม่ใช่คนเดียว แต่สำนวนคดีไม่รู้ไปไหน ทำไมรัฐไทยไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โยนไปโยนมา สภ.ตากใบ บอกว่าไป สภ.หนองจิก โยนไปอัยการ ทำให้ชาวบ้านที่เสียชีวิตและพิการ ยังค้างคาใจว่าคนทำผิด คนร้ายยังลอยนวล แล้วยังโทษว่าเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ มีคนเสียชีวิตไหนบ้างที่ตายโดยไม่ขาดอากาศหายใจ” แบมะเผย
แบมะกล่าวต่อว่า เชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยตรง เพราะมีคนโดนยิง ถ้าไม่เอาศพกลับ คงไม่รู้เลยว่าพี่ชายมีรอยที่ถูกยิงอยู่
“พี่ชายโดนยิง 2 ที่ คนในหมู่บ้าน 4 คนคอหักหมดเลย โดนอะไรเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ศพที่เอากลับลูบแรงๆ ไม่ได้ เพราะว่าบวม แต่แหวนยังติดนิ้วอยู่ มีร่องรอยบาดแผลเลยรู้ว่าเป็นพี่”
แบมะกล่าวว่า อยากบอกรัฐ 2 -3 อย่าง ที่ระบุว่าเหตุเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ชาวบ้านไม่สบายใจ และยังมีเรื่องสำนวนคดีที่หายอีก
“มันแปลกๆ เยียวยาภาครัฐ ให้มาแล้ว 7 ล้านบาท ล้านหนึ่งต่อปี แต่พอไหมกับการเสียชีวิตของคนในครอบครัว? บางคนเป็นเสาหลัก เป็นสามีภรรยาก็มี ชาวบ้านยิ่งได้รับผลกระทบ แย่ลง
อีก 3 เดือนอายุความก็จะจบ ครบรอบเหตุการณ์ตากใบ เราจึงรวมตัวพูดคุยกันว่าจะให้จบโดยไม่เกิดเรื่องอะไรเลยหรือ หรือจะลองสู้เพื่อคืนความยุติธรรมให้คนที่เสียชีวิต ที่เขากลับมาบอกเราไม่ได้ว่าเขาถูกทารุณกรรม เพราะการขนย้ายวันนั้น ชาวบ้านยังพูดปากต่อปากเลยว่าเหมือนสัตว์ จับแขนไขว้หลังกัน ให้นอนทับกัน 4-5 ชั้น ทำไม่ให้ทำอย่างนั้นในเดือนถือศีลอด เหมือนจงใจทำ ชาวบ้านคิดอย่างนั้น” แบมะเผย
เมื่อถามว่า ถ้าเอาคนผิดมาลงโทษได้ เชื่อว่าสังคมจะได้เห็นอะไร?
แบมะกล่าวว่า การเสียชีวิตจะไม่สูญเปล่า และสังคมได้รู้ว่ามีคนกระทำความผิดจริง ไม่ใช่เพราะขาดอากาศหายใจ
“ชาวบ้านยอมรับการเสียชีวิต เพราะเราหนีการเสียชีวิตไม่พ้น แต่เราต้องการการเสียชีวิตที่ถูกต้อง ต้องการคำขอโทษจริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก” แบมะกล่าว และว่า แต่หากสิ้นอายุความ หรือมีคำสั่งว่าการฟ้องร้องของชาวบ้านนั้นไม่มีมูล ชาวบ้านก็จะยิ่งค้างคาใจและความรู้สึกคงจะยิ่งแย่ลง
“แม้อายุความจะหมด แต่ความทรงจำและประวัติศาสตร์การสูญเสียก็ยังอยู่ตรงนี้ ผลกระทบไม่มีการแก้ไขปัญหาใดๆ” แบมะระบุ
แบมะเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ลงไปเยี่ยมที่บ้าน แต่ชาวบ้านไม่รับเยี่ยม เพราะไม่อยากเจอ พบปะพูดคุย เห็นเจ้าหน้าที่เมื่อไหร่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ตอนนี้ที่หน่วยงานภาคประชาสังคมลงไป ชาวบ้านจะเล่าให้ฟัง แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่จะกลัว
“พอรู้ว่าชาวบ้านจะลุกขึ้นมาสู้คดี เจ้าหน้าที่ก็โทรไปที่บ้าน ส่วนใหญ่ไปด้วยนอกเครื่องแบบ ให้ไปเซ็นเอกสาร แล้วให้เงิน 300 บาท โดยไม่แจ้งว่าให้ไปทำไม ถ้าไม่ไป ขู่จะใช้กฎหมาย กดดันผ่านข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคนชรา ผู้หญิง ก็ถูกขู่เหมือนกัน ชาวบ้านกลัวบ้าง แรกๆ ไม่อยากไป จนทนายแนะนำให้ถามว่าไปเซ็นอะไร” แบมะเผย

