นักกฎหมาย ชี้ “สมชาย เล่งหลัก” ไม่ขาดคุณสมบัติ ส.ว. แม้มีคดี คาศาลฎีกา ปมเอี่ยวทุจริตเลือกตั้ง ส.ส. ชี้เป็นคนละกรณีกับ “ลุงชาญ” แนะ “ส.ว.” เข้าชื่อสอยขาดจริยธรรมได้
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเข้ารายงานตัวเป็น ส.ว.ชุดใหม่ ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดให้รายงานได้ตัว 3 วัน คือ ตั้งแต่ 11-12 กรกฎาคม และวันที่ 15 กรกฎาคม ทั้งนี้ พบว่า นายสมชาย เล่งหลัก ส.ว.กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ได้เข้ารายงานตัวต่อวุฒิสภาตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมแล้ว ซึ่งมีการจับตาถึงการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของนายสมชาย เนื่องจากขณะนี้เป็นผู้ที่ถูกร้องว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา
โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ล่าสุดนั้น ศาลฎีกาได้รับคำร้องในคดีหมายดำ ที่ ลต. สส. 4/2567 ไว้พิจารณาแล้ว และเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว ทำให้เป็นที่วิจารณ์ว่านายสมชาย ในฐานะ ส.ว. มีความเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ในสภาสูงหรือไม่
ทั้งนี้ นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมชายยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และยังไม่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงสามารถเข้ารายงานตัวเป็น ส.ว.ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับนายชาญ พวงเพ็ชร์ ว่าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เพราะมีข้อกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจน
“เมื่อศาลฎีกายังไม่พิพากษาถึงที่สุด และอยู่ระหว่างพิพากษา จะถือว่าเขาขาดคุณสมบัติไม่ได้ อีกทั้งในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้สมัคร ส.ว. หรือ ส.ว.ไม่ได้กำหนดบทบัญญัติให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่เหมือนกับการกำหนดไว้ในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. อีกทั้งเมื่อศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องทำหน้าที่ต่อไป” นายเจษฎ์กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวหากมองในแง่จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองได้หรือไม่ นายเจษฎ์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสามารถยื่นให้ตรวจสอบได้ โดย กกต. หรือ ส.ว.ด้วยกันเอง แต่เข้าใจว่า ขณะนี้ ส.ว.ยังทำไม่ได้ เพราะต้องรอกล่าวคำปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อน จึงจะถือว่าทำหน้าที่ ส.ว.ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนเมื่อปฏิญาณตนแล้วจะมีผู้ยื่นหรือไม่ ต้องว่ากันอีกครั้ง
ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต ส.ว. กล่าวว่า กรณีที่นายสมชาย มีคดีที่รอการพิจารณาจากศาล เมื่อครั้งเป็นผู้สมัคร ส.ส. ถือเป็นคนละกรณีกับการลงสมัคร ส.ว. หรือได้รับตำแหน่งเป็น ส.ว. เนื่องจากตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้ชัดว่า
คนที่จะขาดคุณสมบัติต้องอยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรืออยู่ระหว่างการระงับใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ขณะนี้ในคดีเดิมของนายสมชาย ไม่ได้เข้าข่ายทั้ง 2 ประเด็น ดังนั้นถือว่าไม่มีเหตุ และเขาสามารถทำหน้าที่ ส.ว.ต่อไปได้
นายเสรีกล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีการมองในแง่จริยธรรมนั้นไม่เหมาะสม จะใช้ช่องเข้าชื่อ ส.ว. เพื่อยื่นให้ตรวจสอบการขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ต้องทำตามกระบวนการคือให้องค์กรที่มีหน้าที่ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ไม่สามารถเอาความรู้สึกหรือความเห็นส่วนตัวไปชี้ว่าเขาต้องพ้นจากตำแหน่งไปได้ รวมไปถึงต้องพิจารณาในข้อกฎหมายด้วยว่ากำหนดบทให้ขาดคุณสมบัติหรือเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามอย่างไรด้วย ซึ่งขณะนี้ศาลฎีกายังไม่ได้ชี้ชัดเป็นที่สุด
เมื่อถามว่ากรณีที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติ ส.ว. ที่ไม่เหมือนบรรทัดฐานของ ส.ส. กรณีถูกยื่นให้ตัดสิทธิหรือเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ถือเป็นช่องโหว่หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า เมื่อกฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ต้องยึดถือแบบนั้น

