หมายเหตุ – รายชื่อ ประวัติ และผลงานของแคนดิเดตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ ภายหลังมีกระแสข่าวว่า ส.ว.ทั้ง 3 รายชื่อ อาจได้รับการเสนอชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาโหวตเลือกเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่
แคนดิเดตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 3 คน ตามกระแสข่าวที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่ ในการประชุมวุฒิสภาครั้งแรก ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือก ส.ว.ทั้ง 200 คน และบัญชีรายชื่อสำรองอีก 99 คน ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ.2562 หมวด 1 การเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา
ข้อ 5 ในการเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาครั้งแรก ให้เลขาธิการวุฒิสภา เชิญสมาชิกผู้มีอายุสูงสุดซึ่งอยู่ในที่ประชุมวุฒิสภาเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา และเพื่อดำเนินการในเรื่องอื่นที่จำเป็นจะต้องประชุมปรึกษาในการประชุมครั้งนั้นด้วย
ในการดำเนินการเลือกตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้เป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภา ให้สมาชิกผู้มีอายุสูงสุดในลำดับถัดไปซึ่งอยู่ในที่ประชุมเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม
ข้อ 6 ในการเลือกประธานวุฒิสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้หนึ่งชื่อ
การเสนอนั้นต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน
ก่อนที่จะดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภานั้น ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่ง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่อที่ประชุมวุฒิสภาภายในเวลาที่ที่ประชุมวุฒิสภากำหนดถ้ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก
ถ้ามีการเสนอชื่อสองชื่อหรือมากกว่าสองชื่อ ให้มีการลงคะแนนเป็นการลับโดยการเขียนชื่อผู้ซึ่งตนประสงค์จะเลือกลงบนแผ่นกระดาษ ใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ แล้วให้เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับหมายเลขประจำตัวสมาชิกมาลงคะแนนเป็นรายคน โดยนำซองใส่ลงในภาชนะที่จัดไว้เพื่อการนั้นในการตรวจนับคะแนน ให้ประธานของที่ประชุมเชิญสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าคนเป็นกรรมการตรวจนับคะแนน
กรณีมีการเสนอชื่อสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าได้คะแนนสูงสุดเท่ากันให้เลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าคะแนนเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก
กรณีมีการเสนอชื่อมากกว่าสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มาประชุมเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดมีคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มาประชุม ให้ดำเนินการดังนี้
(1) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกหนึ่งคน และผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่สองหนึ่งคน ให้นำชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดสองลำดับดังกล่าวมาให้สมาชิกลงคะแนน หรือ
(2) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกเกินกว่าหนึ่งคน ให้นำชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดดังกล่าว มาให้สมาชิกลงคะแนน หรือ
(3) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกหนึ่งคนและมีผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่สองเกินกว่าหนึ่งคน ให้นำชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดลำดับแรกและลำดับที่สองทุกคนมาให้สมาชิกลงคะแนน
ทั้งนี้ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก
ให้ประธานของที่ประชุมประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกต่อที่ประชุมวุฒิสภา และสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำลายบัตรออกเสียงลงคะแนนนั้นด้วย
พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์
ส.ว.กลุ่ม 1 กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
เกิดวันที่ 25 มีนาคม 2506 อายุ 61 ปี ชื่อเล่น “เกรียง” ชาว จ.สุราษฎร์ธานี
จบการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22)
โรงเรียน นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
ผ่านหลักสูตรอบรม การป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 (วปอ.61) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
รุ่นเดียวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ประวัติรับราชการ ปี 2529 เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 3) ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นชีวิตราชการเติบโตอยู่ในกองทัพภาคที่ 4 มาตลอด
ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 42, เสนาธิการจังหวัดทหารบกปัตตานี, รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15, รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5, รองแม่ทัพภาคที่ 4 และตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 ก่อนจะขยับเข้ากองทัพบก เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2566
นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการประสานงานการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ.2559 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ช่วงก่อนเกษียณอายุประสบอุบัติเหตุ เฮลิคอปเตอร์ “แบล๊กฮอว์ก” ของกองทัพภาคที่ 4 เกิดเหตุขัดข้อง ต้องร่อนจอดฉุกเฉินกลางสวนยางใน จ.สงขลา ขณะเดินทางจากหาดใหญ่ จะกลับฐานที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 และรอดชีวิตมาได้ จนได้รับฉายา “แม่ทัพกระดูกเหล็ก”
หลังเกษียณอายุ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งให้เป็น ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566
ตัดสินใจลงสมัคร ส.ว.กลุ่ม 1 กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง จาก จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับเลือกมาด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง 74 คะแนน
มงคล สุระสัจจะ
ส.ว.กลุ่ม 1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
อายุ 72 ปี ชื่อเล่น “จ้อน” จบการศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ประวัติรับราชการ ลูกหม้อกระทรวงมหาดไทย บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการ ผ่านตำแหน่ง ปลัด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
มีความสนิทกับ “เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช” อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
จากนั้นได้ขึ้นเป็นนายอำเภอครั้งแรก ที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี นายอำเภอศรีสงคราม นายอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม
นายอำเภอบ้านนา จ.นครนายก นายอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนจะขยับเป็น รองผู้ว่าฯศรีสะเกษ
ปี 2551 ขึ้นเป็น ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ต่อมาขยับเข้ากระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ในยุค “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ปี 2553 ขึ้นเป็น อธิบดีกรมการปกครอง และในช่วงปลายปีเดียวกัน ได้รับการเสนอชื่อมงคลให้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย
ก่อนที่เจ้าตัวจะขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินไปได้ และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในกระทรวง
จากนั้นถูกโยกเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง และมาเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง ก่อนจะเกษียณอายุ ในปี 2555
หลังเกษียณอายุ ได้ทำไร่เพื่อนคุณ อยู่ที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์
ในปี 2562 ได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)
ปี 2567 ตัดสินใจลงสมัครรับเลือก ส.ว. กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง จาก จ.บุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็น ส.ว.มาเป็นอันดับที่ 3 ด้วยคะแนน 67 คะแนน
บุญส่ง น้อยโสภณ
ส.ว.กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
เกิดวันที่ 7 สิงหาคม 2491 อายุ 75 ปี
จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ผ่านอบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 5 วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 6 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 21 หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 5 วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ
วิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 9 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง
สื่อสุขภาพ (HAM) รุ่นที่ 3 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
การบริหารเชิงนิติศาสตร์ระดับสูง (วทน.) รุ่นที่ 1 วิทยาลัยทนายความ สภาทนายความ
ประวัติการทำงาน ผ่านตำแหน่ง นายทหารสารบรรณ กองเศรษฐกรรม กรมสวัสดิการทหารอากาศ
จากนั้นย้ายมาเป็น อัยการผู้ช่วย กองคดี กรมอัยการ ผู้ช่วย
ผู้พิพากษา รุ่นที่ 18 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงสมุทรปราการ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ
รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3
รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7
ต่อมาในปี 2556 ได้รับเลือกเป็น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 4 ทำหน้าที่ระหว่างปี 2556-2561
รับผิดชอบด้าน กิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย
หลังพ้นวาระ กกต. ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภาคนที่สอง (นายศุภชัย สมเจริญ)
และประธานกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ลงสมัคร ส.ว.กลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จาก จ.ระยอง
ได้รับเลือกเป็น ส.ว.ในอันดับที่ 7 ด้วยคะแนน 29 คะแนน

