หมายเหตุ – ความคิดเห็นนักวิชาการมองกรณีความคาดหวังสังคมต่อบทบาทสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ 200 คน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อเห็นรายชื่อสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ที่เข้ามาแล้วนั้นก็มักถูกพูดถึงเรื่องความเชื่อมโยงอยู่กับพรรคการเมืองค่อนข้างมาก แต่เวลาที่เราดูบทบาทของ ส.ว.ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ จะแบ่งการทำงาน ส.ว.ออกเป็น 2 เฟส ช่วงเวลาแรกคือ ช่วงหลังจากทำรัฐประหารไปแล้ว เป็น ส.ว.ชุดเก่าที่มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีได้
พอมาเป็น ส.ว.ชุดใหม่นี้ เฟสสอง อำนาจในการเลือกนายกฯ มันก็ไม่ได้มีเหมือนเดิมแล้ว จึงทำให้เราต้องมาดูกันว่า อำนาจสำคัญที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราต้องอาศัยเสียง ส.ว.ส่วนหนึ่งด้วย ยกตัวอย่างกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องพึ่งพาเสียงของ ส.ว.อยู่ อาจจะเกิดบทบาทการสร้างอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองบ้านใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างจากพรรคฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลก็ตาม ขณะเดียวกันก็ยังมี ส.ว.อีกส่วนที่ไม่ได้มีลักษณะการยึดโยงกับพรรคการเมืองชัดเจน อาจจะมาจากภาคประชาชน หรืออะไรต่างๆ ตรงนี้ก็อาจจะทำให้แนวโน้มของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีโอกาสในการแก้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
จากเดิมหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้ง ส.ว.จากตัวคณะรัฐประหาร มันทำให้มีเอกภาพสูง แต่พอเป็นชุดที่ได้มาใหม่ชุดนี้ก็จะมีเอกภาพที่ลดต่ำลง แม้ว่าเราจะบอกว่ามีกลุ่มที่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มพรรคการเมืองบางพรรคอยู่ก็ตาม ครั้งนี้ ส.ว.มีความเป็นเอกภาพลดลง และมีความเป็นอิสระมากกว่าช่วงก่อนหน้า ซึ่งประชาชนจะสามารถสร้างแรงกดดันต่อการทำงานได้มากกว่าเก่า จากอิทธิพลและความคาดหวังจากสังคมที่มีต่อ ส.ว.ชุดใหม่ มันจะสร้างโอกาสผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เขาเห็นชอบในการเสนอกฎหมาย และปรับแก้อะไรได้มากกว่าเดิม
รวมถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ทำให้เกิดแรงบีบคั้นต่อตัว ส.ว.ที่เข้ามาอีกด้วย เพราะแม้ว่าเขาจะเข้ามาแบบไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนสักเท่าไหร่ มันมาจากระบบที่มีความซับซ้อนของการเลือกกันเอง หรือคุณสมบัติบางอย่างที่ไม่ได้ตรงกับความต้องการของประชาชนจริงๆ แต่เบื้องต้นแล้ว ส.ว.กลุ่มนี้เขาก็ต้องปรับตัวให้มันสอดคล้องกับกระแสสังคมมากขึ้น
หากเรามองว่าการเมืองเป็นการต่อรองของผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเชื่อมโยงพรรคการเมือง หรือกลุ่มใหญ่ของประชาชนโดยทั่วไปก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้หันซ้ายหันขวาทันทีแบบที่ผ่านมามันก็ยิ่งเพิ่มช่องทางในการเพิ่มความเป็นไปได้ต่างๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น
แม้เราจะมองว่า ส.ว.มีสังกัด หรือพยายามติดป้ายฉลากตัวเองประกาศตัวว่าเป็นกลุ่มนั้นหรือกลุ่มนี้ มันก็คือสิ่งที่กำลังจะเป็นไปในทิศทางที่ดี ในแง่ที่ว่าผลประโยชน์และจุดยืนเขามีความหลากหลาย มันก็ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มอื่นได้มาก และสามารถมีการตกลงรับฟังกันได้ง่ายกว่าเดิม ตรงนี้เป็นมุมมองทิศทางเชิงบวกมากขึ้น หากเปรียบเทียบกับ ส.ว.ชุดเก่า
ทั้งนี้ ส.ว.ชุดนี้มันกำลังเพิ่งจะเริ่มต้น เขามาจากการเลือกกันเองในกลุ่ม มันทำให้เขาอาจจะรู้สึกว่าความชอบธรรมอะไรต่างๆ ของเขามันน้อย หากเทียบกับกรณี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งที่มาจากประชาชน ซึ่ง ส.ว.จำนวนหนึ่งอาจจะต้องทำให้คนรู้สึกว่า ตัวเองก็เป็นตัวแทนของประชาชน ต้องฟังเสียงคนทั่วไปมากขึ้น เพื่อจะมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นแม้มาจากกติกานี้ก็ตาม
ตอนนี้กระแสกดดันต่อ ส.ว.ชุดนี้จะมีมาก และ ส.ว.เขาก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น เพื่อชดเชยกับสิ่งที่อาจจะถูกสังคมมองว่ามาจากการออกแบบระบบที่มีปัญหา

ณัฐกร วิทิตานนท์
อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากการติดตามผลการเลือก ส.ว.ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่ามีลักษณะของ ส.ว.ที่ได้รับเลือกมากระจุกตัวอยู่ในบางจังหวัด หรือมีพรรคการเมืองบางพรรคจัดทีมส่งคนมาลงสมัคร ส.ว. และได้รับเลือกมาในสัดส่วนค่อนข้างมาก ทำให้การเลือกประธานหรือรองประธาน ส.ว.จะถูกชี้นำโดยกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เท่าที่มีการเปิดเผยชื่อมาส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิดกับนักการเมือง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าสัดส่วนของ ส.ว.ที่ได้รับเลือกเข้ามา มีแนวโน้มเอนเอียงไปกับพรรคการเมืองหนึ่งแน่นอน
ทั้งนี้จึงเห็นชัดว่าคนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานและรองประธานมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองในรัฐบาล ส่วน ส.ว.กลุ่มอื่นที่พยายามรวมตัวกันโอกาสเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้เสียงข้างมากในการเลือกประธานและรองประธาน ขณะที่กระบวนการเลือกไม่มีเรื่องของคุณสมบัติพิเศษอะไรทุกคนจึงมีโอกาสเท่ากัน แต่หลักเกณฑ์ในการประชุมเพื่อเลือกประธานและรองประธาน จะใช้วิธีเลือกคนที่มีอาวุโสสูงสุดมาเป็นประธานชั่วคราว เพื่อทำหน้าที่เลือกประธานตัวจริง ซึ่งต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุม ส.ว.เกินกึ่งหนึ่ง จึงชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่จะยกมือสนับสนุน ส.ว.กลุ่มไหน
ส่วนความคาดหวังต่อการทำหน้าที่ของ ส.ว.ชุดใหม่นั้น ประเด็นการทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายสังคมไม่ได้จับตามองหรือตั้งความหวังเรื่องนี้มากนัก แม้มีปัญหาในการพิจารณาและกลั่นกรองแต่ยังมีกระบวนการจัดการ เช่น การตั้งกรรมาธิการร่วมเพราะ ส.ว.ไม่มีความสามารถในการคว่ำกฎหมายที่มาจากสภาล่างได้ แต่สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนให้แก้ไขยาก และเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แก้ไขยาก คือ การบังคับให้ใช้การประชุมร่วม ระหว่าง ส.ส.และ ส.ว. และต้องอาศัยเสียง ส.ว.สนับสนุน 1 ใน 3
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 25 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ไปต่อไม่ได้ ทำสำเร็จเพียง 1 ครั้ง เรื่องการแก้ไขระบบเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังคาดหวังกับบทบาทของ ส.ว.ชุดใหม่ในการเข้าไปผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ สังคมจึงน่าจะจับตามองอยู่ว่า ส.ว.ชุดใหม่นี้มีท่าทีอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกล็อกไว้ตั้งแต่ ส.ว.ชุดเดิม 250 คน หากสื่อมวลชนมีโอกาสได้ตั้งคำถามจี้ ส.ว.เป็นรายบุคคลเกี่ยวกับจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องการแก้ไขบางมาตรา หรือแก้ทั้งฉบับก็จะช่วยให้สังคมเห็นบทบาทและท่าทีของ ส.ว.ชุดใหม่ได้ชัดเจนขึ้น
ส่วนบทบาทหน้าที่ในการคัดเลือกองค์กรอิสระนั้น แม้ ส.ว.ไม่ได้มีหน้าที่แต่งตั้งองค์กรอิสระโดยตรง แต่ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อมาให้พิจารณา แต่ที่ผ่านมามีกรณีที่ ส.ว.ปฏิเสธรายชื่อคณะกรรมการสรรหามาให้ และไม่เปิดเผยรายงานหรือเหตุผลว่าทำไมถึงไม่เห็นชอบรายชื่อบุคคลที่มีการเสนอมา สังคมจึงอยากให้ ส.ว.ชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสมากขึ้น หากไม่เห็นด้วยกับชื่อที่เสนอมาก็ควรเปิดให้สังคมเข้าถึงข้อมูล
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ส.ว.ชุดใหม่นี้จะทำหน้าที่แตกต่างกับ ส.ว.ชุดเดิม 250 คนแน่นอน เพราะมีที่มาต่างกัน ส.ว.ชุดนี้ไม่น่าจะกดปุ่มหรือสั่งให้ยกมือพร้อมกันได้หมด เราจะเห็นลักษณะของความแตกต่างได้ชัดเจน เมื่อมีร่างกฎหมายถูกเสนอเข้ามา จะทำให้เห็นอุดมการณ์และแนวนโยบายของ ส.ว.แต่ละท่านว่าเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ต้องรอให้ ส.ว.ได้ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย หรือการเปิดวาระอภิปราย โดยเฉพาะการอภิปรายนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ส.ว.สามารถเปิดอภิปรายได้โดยไม่มีการลงมติ และแม้จะมี ส.ว.ที่มีกลุ่มการเมืองให้การสนับสนุน แต่เชื่อว่าการทำหน้าที่ของ ส.ว.ชุดใหม่จะดีขึ้นกว่าเดิม จากกระบวนการได้มาของ ส.ว.ที่เปิดกว้างกว่าที่ผ่านมา

