‘เผ่าภูมิ’ ชี้ศก.ดิจิทัลโตเร็ว เตือนไทยต้องวิ่งให้ทัน ชงหวยเกษียณพ่วงเวอร์ชวลแบงก์เข้าครม.16 ก.ค.
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ AI : ปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมเศรษฐกิจของชาติ จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม มีขนาดประมาณ 15% ของจีดีพีโลก ประเทศไทยมีประมาณ 12% ของจีดีพีรวม ซึ่งเศรษฐกิจดิจิทัลโตเร็วกว่าปกติ 2.5 เท่า สะท้อนถึงหากเรายังจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจสมัยเก่า ชาวบ้านที่ใช้เศรษฐกิจสมัยใหม่จะโตเร็วกว่าเราสูงมาก ถือเป็นตัวเลขที่อันตราย ทำให้เราต้องเข้าไปสู่ เศรษฐกิจสมัยใหม่ หรือ เศรษฐกิจดิจิทัล ให้ได้
โดยจากข้อมูลการประเมินความสามารถทางการแข่งขัน ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 จาก 64 ประเทศ ขยับขึ้นมา 5 อันดับ ซึ่งประเมินในตัวเทคโนโลยีถือว่าพัฒนาขึ้นมาได้ แต่ความกังวลอยู่ที่แรงงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาให้โตควบคู่กันไปทั้งในด้านโครงสร้างเทคโนโลยี และคน รวมถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) ที่ถือว่ามีความสำคัญมาก หากใครมีดาต้าในมือ คนนั้นจะมีความได้เปรียบ
“ในส่วนของรัฐบาล หากมีข้อมูลของประชาชนที่แบ่งกลุ่มรายได้ อาชีพ ความเดือดร้อนที่มี วิธีการช่วยเหลือหรือมาตรการทางการคลังจะสามารถจัดส่งไปเป็นรายกลุ่มได้แบบบริหารจัดการได้ดีขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจได้เยอะขึ้น แต่ปัจจุบันข้อมูลของประเทศไทยไม่ดี ข้อมูลประชากรต่าง ๆ ไม่ดี เราหาคนจนไม่เจอ ข้อมูลยังไม่ดีพอที่จะชี้อย่างตรงเป้าว่ากลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ” นายเผ่าภูมิกล่าว
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาที่มี รัฐบาลได้วางนโยบายเรื่อง หวยเกษียณ เพื่อกระตุ้นการออมของประชาชนผ่านการซื้อหวย หากถูกรางวัลก็จะได้รางวัลเพิ่ม แต่หากไม่ถูกรางวัลเงินที่ซื้อหวยทั้งหมดจะถูกเก็บเข้าบัญชีส่วนตัวจนถึงอายุ 60 ปี โดยที่ทุกบาททุกสตางค์จะอยู่ในบัญชี เงินรางวัล หากถูกจะนำมาจากงบประมาณของรัฐบาล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมขึ้น ตรงนี้คือจุดประสงค์หลัก ส่วนสิ่งที่เกี่ยวข้องเป็นจุดประสงค์รอง คือ การเก็บข้อมูลของประชาชน โดยกลุ่มที่มีสิทธิเข้าร่วมหวยเกษียณเป็นแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ที่มีรายได้ไม่แน่นอน คนกลุ่มนี้จะได้เข้ามาอยู่ในระบบ
“หวยเกษียณ จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 16 กรกฎาคมนี้ รวมถึงการพัฒนาธนาคารไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ถือเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบฐานภาษี เป็นมนุษย์เงินเดือน สามารถเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น อาทิ วินรับจ้าง ผ่านการนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์เพื่อประกอบในการช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เป็นการพัฒนานวัตกรรมที่มีส่วนของการนำข้อมูลมาใช้ สะท้อนบิ๊กดาต้าที่มีความสำคัญสูง ซึ่งทั้งหวยเกษียณและเวอร์ชวลแบงก์ กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว” นายเผ่าภูมิ กล่าว

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า เทคโนโลยีประเทศหุ่นยนต์ (โรบอท) มีความแตกต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพราะเอไอสามารถผลิตพร้อมประมวลผลในการทำงานได้ รวมถึงคิด วิเคราะห์ และดำเนินการด้วยตัวเองได้ ถือเป็นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำกว่าโรบอทแล้ว โดยมองว่าเอไอสามารถเข้ามาทำแทนแรงงานมนุษย์ได้และไม่ได้ แบ่งเป็นการเข้ามาทำงานแทนในกระบวนการผลิตแบบทำซ้ำ ที่ก้าวล้ำไปถึงขั้นการคิด ประมวลผล และตัดสินใจแทนมุนษย์ได้ แต่สิ่งที่ยังทดแทนไม่ได้ ถือเป็นจุดเด่นของประเทศไทยด้วย คือ จิตใจ ประเพณีและวัฒนธรรม ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ที่ต้องรักษาไว้ เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
นายเผ่าภูมิกล่าวต่อว่า เอไอ จึงมีทั้งส่วนที่แทนที่ได้และไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้เช่นกัน โดยสิ่งที่ต้องปรับตัวเป็นเรื่องตลาดแรงงาน ที่ต้องให้ความสำคัญเพราะเวลาถือเป็นฐานฐานของประเทศ หากแรงงานมีศักยภาพน้อย ช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีมีมาก ในที่สุดแรงงานจะเป็นผู้ที่ถูกทิ้ง โจทย์ของรัฐบาลจึงต้องทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรที่เข้ามาจะไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ ตราบใดที่มีการพัฒนาความฉลาดและเป็นผู้ครอบคลุมเครื่องจักรได้ ส่วนนี้เป็นหัวใจที่ต้องทำ หากทำไม่ได้ ก็จะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า การเข้ามาของเทคโนโลยี ชอบมีการคิดว่าจะเข้ามาแทนที่การจ้างงานของมนุษย์จนไม่มีที่ยืนอีก แต่เห็นแย้งว่า การเข้ามาของเทคโนโลยี จะก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและซัพลายเชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความหลากหลายและการจ้างงานเยอะขึ้น จึงมองว่าภาพการเข้ามาของเอไอ การจ้างงานจะไม่ได้ลดลง แค่มีความทันสมัยมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการช่วยให้เกิดการปรับตัว ทั้งการปรับตัวของเอกชน และรัฐเอง โดยรัฐบาลเลือกได้ว่า จะปล่อยให้เอกชนปรับตัวเองตามยถากรรม ปรับตัวไปตามสภาวะต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว แต่จะเป็นการปรับตัวแบบกระจายและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประเทศกำลังจะมุ่งไปข้างหน้า รัฐที่ต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อรองรับเทคโนโลยี เพราะภาครัฐมีเครื่องมือมากมาย อาทิ สามารถกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี อันดับการแข่งขัน สินเชื่อและนโยบายต่างๆ เพื่อสร้างทิศทางให้ภาคเอกชนเดินได้อย่างถูกต้องและพร้อมเพรียงกัน หากปล่อยให้เอกชนเดินเองแบบสะเปะสะปะไม่ได้มียุทธศาสตร์กำหนดทิศทางประเทศ ถือเป็นภาครัฐที่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นที่มาของรัฐบาลในการประกาศนโยบายอิกไนต์ ไทยแลนด์ เพื่อกำหนดเศรษฐกิจในภาพรวม ดูว่าประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใด
“การเข้ามาของเทคโนโลยีเทคโนโลยี ถือเป็นทั้งการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเหลื่อมล้ำได้ อาทิ การเข้ามาของอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มการค้าขายต่าง ๆ ถือเป็นตัวช่วยที่เข้ามาลดเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนที่ไม่มีทุนเพียงพอ ไม่มีสายป่านในการเปิดร้านค้า แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สามารถประกอบอาชีพได้ แต่เทคโนโลยีบางอย่างเข้ามาเพิ่มความเหลื่อมล้ำ อาทิ เครื่องจักรที่ทันสมัยต่างๆ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐในการเข้าไปช่วยลดความเหลื่อมล้ำตรงนั้น โอบอุ้มเพื่อให้คนที่อยู่ส่วนล่างของสังคมเข้าถึงเทคโนโลยีให้ได้ ช่วยทั้งมิติในด้านการคลังและการเงิน เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีให้เร็วที่สุดบนฐานการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด” นายเผ่าภูมิ กล่าว

