สถานีคิดเลขที่12 : Hidden Myanmar
สำนักพิมพ์มติชนเพิ่งจัดพิมพ์หนังสือน่าสนใจเล่มใหม่ชื่อ “Hidden Myanmar : การต่างประเทศร่วมสมัยและความเคลื่อนไหวของฤาษีแห่งเอเชีย” โดย “ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์” อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้อ่านมติชนน่าจะเคยอ่านบทความของอาจารย์ลลิตากันมาไม่น้อย ขณะเดียวกัน นักวิชาการรุ่นใหม่รายนี้ก็เป็นหนึ่งใน “ผู้รู้หลัก” เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมายุคปัจจุบัน ซึ่งสื่อมวลชนและสาธารณชนไทยให้ความเชื่อถืออย่างสูง
แม้หนังสือเล่มดังกล่าวจะมีเนื้อหาว่าด้วยการเมืองภายในประเทศเมียนมา และความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ใน “บริบทสงครามเย็น”
แต่บทเรียนทาง “ประวัติศาสตร์” หลายประการ ก็อาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจ “ปัจจุบัน” ได้เป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างเช่นบทที่ 3 ของหนังสือ ซึ่งมีหัวข้อว่า “สงคราม เชื้อชาติ และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์” ที่ฉายให้เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งที่กำลังปะทุขึ้นอีกครั้งในทุกวันนี้
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐบาลกลางพม่า” (ตั้งแต่ยุคพลเรือนถึงทหาร) กับกลุ่มชาติพันธุ์ “กะเหรี่ยง”
เมื่อฝ่ายแรกมองว่าสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) คือผลผลิตจากนโยบายแบ่งแยกและปกครองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ
ส่วนฝ่ายหลังก็ต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระที่สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ ทั้งยังมีแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนจินตกรรม “กอทูเล” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กึ่งกลางระหว่างเขตแดนติดไทยกับพื้นที่ราบของพม่า
จนนำมาสู่การสู้รบกันอย่างหนักตั้งแต่ปลายๆ ทศวรรษ 1940
หรือในบทที่ 4 “สามเหลี่ยมทองคำกับขบวนการค้ายาเสพติด” ซึ่งแม้จะกล่าวถึงขบวนการค้าฝิ่นและเฮโรอีน (ยังไม่ถึงยุค “ยาบ้า”) แต่ก็ฉายภาพความสลับซับซ้อนของการทำธุรกิจมืดในพื้นที่ชายแดน ที่ยึดโยงกับทั้งเรื่องการเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการเมืองระหว่างประเทศ อันส่งผลมาถึงปัจจุบันได้อย่างละเอียด
สาระหลักประการหนึ่งของหนังสือ “Hidden Myanmar” ก็คืออดีตอันสับสน ปัจจุบันอันท้าทาย และอนาคตอันไม่แน่นอนของเมียนมา นั้นเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยควรใส่ใจ สนใจ
ดังที่ “ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” เขียนเอาไว้ตรงคำนิยมของหนังสือเล่มนี้ว่า สงครามปัจจุบันในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแยกไม่ออกเลี่ยงไม่ได้ คือ “สงคราม 4 ชุด” ได้แก่ “สงครามการเมือง-สงครามกลุ่มชาติพันธุ์-สงครามยาเสพติด-สงครามอาชญากรรมจีนเทา”
เช่นเดียวกับการที่อาจารย์ลลิตาได้ประกาศจุดยืนของตนเอง ผ่านเนื้อหาส่วนท้ายสุดของหนังสือว่า
“ในฐานะคนไทย ที่เฝ้าดูสถานการณ์ภายในเมียนมาอย่างใกล้ชิดมากว่า 20 ปี การสังเกตการณ์ในฐานะผู้ดูชมเท่านั้นคงไม่เพียงพอ
“แต่ความเห็นอกเห็นใจคนเมียนมาทั้งผองที่ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งนี้มาร่วม 8 ทศวรรษควรเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมในประเทศของเราที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในเมียนมามากที่สุด
“ทั้งการไหลบ่าเข้ามาของผู้อพยพลี้ภัยสงครามหรือแรงงานเมียนมาที่ประเมินกันว่ามี 5-6 ล้านคนในประเทศไทย ประเทศไทยไม่สามารถอยู่ได้โดยขาดแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านได้อีกแล้ว
“ดังนั้น การมองปัญหาภายในเมียนมาด้วยความเข้าอกเข้าใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังดีต่อประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญยิ่งของไทย ก็เป็นเชื้อไฟที่จะเติมเต็มความหวังของคนเมียนมาที่อย่างน้อยพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง”
ปราปต์ บุนปาน

