เรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในการทำความเข้าใจสังคมไทยในปัจจุบันก็คือเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ
ว่าวันนี้ตกลงประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจไหม ประสบในระดับไหน และจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร
เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่เกิด แต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากในวันนี้
นี่ยังไม่นับว่าปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นวิกฤตไหม และเป็นในระดับใด
ที่ว่าเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนยิ่ง ผมคิดว่า ถ้าไม่ได้ดูจากหลักวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เพราะตัวผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ประเด็นมันก็คือว่าปัญหาเศรษฐกิจมันกระทบกับความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลอย่างเต็มที่
ตั้งแต่เหตุผลของการมา ดำรงอยู่ และต้องออกไป
ถ้าไม่ยอมรับว่าบ้านเมืองมีปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลก็คงจะขาดความชอบธรรมในการเข้ามาแก้ปัญหา
แต่เมื่อเข้ามาเป็นแล้ว ความท้าทายก็จะอยู่ที่ว่าแก้ปัญหาได้ไหม
รวมทั้งแก้ได้เร็วพอไหม ตรงตามที่ประชาชนหวังไหม และแก้ได้จริงไหม
สุดท้าย ถ้าแก้ไม่ได้ ความไร้ความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจก็จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนลุกฮือขับไล่ หรือหันไปเลือกคู่แข่งทางการเมืองอื่นๆ ของรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
อย่างปัญหาที่เจอในปัจจุบันของรัฐบาลนี้ เรื่องของปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกพรรคเพื่อไทยมาบริหารประเทศ
ทั้งจากผลงานในอดีต จากความห่วยของรัฐบาลที่แล้ว และจากคำสัญญาว่าจะมีการริเริ่มนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะดิจิทัลวอลเล็ต
การณ์กลับเป็นว่าปัจจุบันรัฐบาลเองก็ถูกวิจารณ์ว่าแก้ปัญหาได้ไม่ดีพอ นโยบายบางนโยบายก็ล่าช้า เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต
ทั้งที่เพื่อไทยเองก็ตัดพ้อว่าบางนโยบายก็ทำไปแล้ว ทำไมไม่เห็นจะชื่นชมผลงานเหล่านั้น เช่น ลดค่ารถไฟฟ้า ลดค่าครองชีพด้านพลังงาน ฯลฯ
ดังนั้นจึงมักจะมีการฟันธงว่า ปัญหาใหญ่ของเพื่อไทยนั้นอยู่ตรงที่เรื่องของการอ่อนประชาสัมพันธ์เสียมากกว่าไม่ทำงาน
ส่วนฝ่ายค้านอย่างก้าวไกลเองนั้นก็อยู่ภาวะที่ได้เปรียบ เพราะสามารถวิจารณ์อะไรก็ได้ เนื่องจากยังไม่เคยได้เข้ามาบริหารเอง ซึ่งอาจจะต่างจากฝ่ายค้านส่วนของประชาธิปัตย์เอง ที่ถ้าวิจารณ์เขาอาจจะโดนสวนกลับได้เพราะอาจมีประวัติที่แก้ปัญหาไม่ได้ในบางส่วน
อาจจะกล่าวได้ว่ารัฐบาลนี้เผชิญปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมาก แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เรื่องในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปเสียทุกเรื่อง
ถ้ามองบวก และเป็นกำลังใจให้รัฐบาลก็อยากจะบอกว่า เป็นเพราะประชาชนนั้นคาดหวังไว้สูงมาก กับรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยที่มี profile การบริหารเศรษฐกิจในระดับที่เคยผ่านมา
ส่วนในความเป็นจริงจะมีเงื่อนไขหลายประการที่ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ก็คงต้องว่ากันไป
ซึ่งเอาเข้าจริงผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของการไม่ได้รับฉันทามติทางการเมืองในลักษณะเดิมที่เคยได้
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกับข้อหาตระบัดสัตย์หรือไม่ นะครับ
แต่เป็นเรื่องของการที่รัฐบาลนี้ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยไม่สามารถที่จะบริหารสั่งการทางเศรษฐกิจได้เหมือนยุคสมัยเดิม อันเนื่องมาจากกฎระเบียบมากมายที่ต่างไปจากในยุคก่อน
และการกำกับสั่งการระบบราชการเองก็ไม่ได้มีอำนาจเหมือนก่อน
ทั้งเมื่อไม่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาพรรคเดียวเข้าไปอีก ก็เลยไม่ง่ายนักที่จะสั่งการในทุกๆ เรื่อง
นี่คือประเด็นที่ผมว่ามีความสำคัญมากที่สุดในเงื่อนไขรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยประสบอยู่
อย่างกรณีของดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เรื่องมันกลายเป็นประเด็นเมื่อจะต้องนำมาปฏิบัติจริง แล้วในช่วงที่แล้วเงื่อนไขของการกู้เงินมันไปผูกโยงกับคำว่าวิกฤตตามเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายเข้าไปด้วย ประเด็นนี้ก็เลยกลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาสักพักใหญ่ว่าการกู้เงินมาแจกนั้นเข้าเกณฑ์วิกฤตหรือไม่
ในส่วนที่สอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาร่วมของสังคมในการพูดถึงและเข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือเรื่องของความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจของสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน กับสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งนี่คือเรื่องใหญ่ที่อาจจะไปไกลกว่าความเข้าใจที่ฝ่ายผู้มีอำนาจและความรู้มองเรื่องเศรษฐกิจ
กับสิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดเขามองเรื่องเศรษฐกิจ
ประเด็นนี้คงไม่ใช้ข้อถกเถียงในหมู่ฝ่ายซ้ายเก่ามองว่าตกลงประเทศไทยเข้าสู่วิถีการผลิตแบบใหม่ หรือแบบทุนนิยมเต็มตัวหรือไม่ เพราะมันเข้าไปนานแล้ว
หรือข้อกล่าวหาแบบคอมมี่เก่าที่มองว่าปัญหาทุกเรื่องในโลกนี้เป็นเรื่องของที่เกิดขึ้น เพราะตรรกะของทุนนิยมไปเสียหมด
ประเด็นที่เกิดขึ้นจริงมันอยู่ที่ว่า เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่พวกเราต่างมีชีวิตอยู่นี้ มันขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไขอะไรมากกว่าคนที่มีความรู้และอำนาจเขามองเห็นบ้าง และสิ่งนั้นมันถูกแสดงออกทางการเมืองและวัฒนธรรมบ้าง
ประเด็นนี้เองที่ทำให้ฝ่ายค้านไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มักจะได้เปรียบกว่ารัฐบาล ถ้าได้แสดงออกซึ่งท่าทีที่เห็นอกเห็นใจประชาชนได้มากกว่ารัฐบาล
เว้นแต่ในบางยุคสมัยที่ฝ่ายค้านทำตัวเป็นฝ่ายต่อต้านประชานิยม และยกวาทกรรมโกงมากล่าวหารัฐบาล ฝ่ายค้านก็ไม่ได้รับความนิยม แต่ก็อาจจะได้ใจกลุ่มคนที่มีอำนาจแต่ปริมาณน้อย เพียงแต่ความควบแน่นทางอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมนั้นมีมากกว่า
ประเด็นที่ต้องการจะกล่าวถึงก็คือ ในทุกๆ จังหวะที่รัฐบาลบอกว่าตนเห็นใจประชาชนแต่ให้รอไปก่อน รัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประชาชนนั้นรอเป็นวันต่อวัน ไม่ใช่รายไตรมาส
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ได้เลวร้ายนักในภาพรวม ในมุมของรัฐบาลและผู้รู้ เมื่อเทียบกับการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันของประชาชนที่เขามีความคาดหวังต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็ย่อมเป็นอีกเชื้อมูลหนึ่งที่ทำให้เขาศรัทธาต่อรัฐบาลลดต่ำลง
กับดักรายได้ปานกลาง ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง คำเหล่านี้อาจเป็นคำที่สร้างความเข้าใจในหมู่ผู้มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในโลกของชาวบ้านร้านตลาดที่เขาประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวของขึ้นรายวัน เขาคงไม่ได้เข้าใจตัวเลขเงินเฟ้อ หรือความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือตัวเลขการส่งออกนำเข้า
และไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้อะไรเลย
ประเด็นคือ เขารู้และคาดหวังอะไรบ้าง
ผมอยากลองยกตัวอย่างให้เห็นว่า คนทั่วไปนั้นไม่ได้กลัวเป็นหนี้ ไม่ได้ต่างจากชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง เขามีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่ทำให้เขาต้องบริโภค และแสดงออกซึ่งความพึงใจทางเศรษฐกิจ และได้รับการยอมรับทางสังคม
ประเด็นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เจียมตัว แต่มันหมายถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจที่เขาเชื่อว่าเขาจะหางาน หารายได้มาพอกับการใช้สอย หมุนเวียน
เรื่องนี้ตัดประเด็นปัญหาส่วนตัว และปัญหายาเสพติดออกไปก่อน
คำถามใหญ่ก็คือ ถ้าคนจำนวนมากในสังคมนั้นมีฐานะยากจน แต่ไม่ถึงกับอดอยาก อะไรจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขามีโอกาสทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง เช่น เขาเข้าถึงเงินทุนได้ในรูปแบบใดบ้าง
สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ไม่ใช่แง่ของตัวเลขทางเศรษฐกิจ เท่ากับเราเห็นว่าสถาบันทางการเงินไม่ได้มองคนยากจน รวมทั้งคนชั้นกลางระดับล่างว่าจะสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ไม่ใช่หรือ
เรื่องนี้คือเรื่องที่ยังแก้ไขไม่ได้ มากกว่าแจกเงินหมื่นเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ
เพราะทุกคนที่มีอำนาจและความรู้จำนนกับตรรกะของกลไกตลาด มากกว่าเรื่องมองว่าพวกนี้รับผลประโยชน์จากนายทุนใหญ่ หรือทุนใหญ่ครองประเทศด้วยซ้ำ
ประการต่อมา หากลองพิจารณาเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อการแบ่งปัน เรายิ่งพบว่ามีน้อยลง และไม่มีใครมีศรัทธาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เรื่องนี้สำคัญเพราะว่ามันเป็นรากฐานของทางเลือกในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
เราลองมาดูเรื่องของตู้ปันสุขในสมัยโควิด ที่สักพักเดียวก็หมดศรัทธากันไป
เราลองมาดูเรื่องการจะปิดตัวลงของโรบินฮู๊ด เพราะขาดทุนมากเกินไป
เราลองมาดูเรื่องความพยายามจะจัดตั้งระบบการแบ่งปันอาหาร
เราจะไม่พบการพยายามที่จะสร้างเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันในรูปแบบอื่นๆ มากนัก มีแต่การบริจาคชั่วครั้งคราว เทกระจาดชั่วครั้งคราว กิจกรรมปลูกป่าตามศรัทธาและหน้าตาของบริษัท
แต่เราพูดแต่เรื่องความยั่งยืนกันไปมากมาย โดยหาความเอาจริงเอาจังของการตั้งคำถามเรื่องเศรษฐกิจเรื่องการแบ่งปันที่มากกว่าการบริจาค แต่หมายถึงชุมชนในการบริหารจัดการและตัดสินใจในเรื่องเศรษฐกิจได้น้อยลง
ทุกเรื่องจึงเต็มไปด้วยการรอ และเถียงกันเรื่องห้าบาทแปดบาทของค่าแรง และนั่งตาปริบๆ รอการชดเชยเมื่อเกิดภาวะความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรและภัยพิบัติ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ที่มากกว่าการเถียงกันว่านโยบายและโครงการอะไรดีกว่ากัน สำเร็จหรือไม่
มาสู่เรื่องของการถามคำถามไปถึงแนวคิดรากฐานทางเศรษฐกิจที่คนมีความรู้และมีอำนาจในสังคมนี้คิดอยู่
ว่าต่อติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของรากหญ้าในเมืองและชนบทมากน้อยแค่ไหน

