‘เศรษฐา’ กำชับ ครม.เศรษฐกิจ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน สั่งการ ธปท.ลดจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตเหลือ 5% ยันกรณี EA ไม่กระทบตลาดหุ้น พรุ่งนี้คลังชง ครม.เรื่องซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท จุลพันธ์ย้ำรอแถลงใหญ่เงินดิจิทัล 24 ก.ค.นี้
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจว่า เข้าใจว่าเศรษฐกิจในขณะนี้ค่อนข้างจะตกต่ำ สัญญาณการฟื้นตัวก็ไม่ชัดเจน คือฟื้นตัวไม่ทันใจ ปัญหาที่ ครม.เศรษฐกิจมองว่าใหญ่ในตอนนี้ คือเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้ของธุรกิจขนาดย่อม รวมถึงหนี้ภาครัฐ แต่ที่ครม.เศรษฐกิจให้ความสำคัญที่สุดคือหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชน ถ้าช่วยแก้ได้แล้ว หนี้รัฐบาลจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็รับได้ ดังนั้น ในที่ประชุมจึงเน้นในเรื่องที่จะช่วยให้หนี้ครัวเรือนลดลงได้
นายพิชัยกล่าวว่า จากข้อมูลที่หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) หรือราว 10 ล้านล้านบาท มีหนี้เสียกว่า 1 ล้านล้านบาท และหลายเดือนที่ผ่านมามีสัญญาณว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้น จากข้อมูลหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) ซึ่งหมายถึงหนี้ค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ซึ่งผ่าเข้าไปดูแล้วพบว่า ครึ่งหนึ่งเป็นหนี้บ้านกับหนี้รถยนต์ ต่อมาคือหนี้บัตรเครดิต และหนี้การใช้จ่ายเพื่อบริโภค

นายพิชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วคือการแก้หนี้บ้านผ่านเครื่องมือของรัฐ คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งมีการปล่อยสินเชื่อบ้านที่ 34% ของหนี้บ้านทั้งระบบ ซึ่ง ธอส.ได้ทำโครงการคลินิกแก้หนี้ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่กำลังกลายเป็นหนี้เสีย และเป็นหนี้เสียแล้ว โดยการยืดเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 80 ปี ส่วนข้าราชการยืดได้ถึงอายุ 85 ปี และช่วยให้ผ่อนต่ำในช่วงปี 1-5 ปีแรก แค่ 1,000 บาทต่องวด เป็นต้น
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีลูกค้า ธอส.เข้าร่วมแล้ว 8-9 หมื่นราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้ตั้งตัว ไม่เป็นหนี้เสียและกลับมาผ่อนได้ปกติในอนาคต เพราะฉะนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็สั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปหารือในเรื่องของแก้ไขหนี้บ้านกับธนาคารพาณิชย์ด้วย เพื่อช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นหนี้และรักษาบ้านไว้ได้
“ส่วนหนี้รถก็เน้นไปที่รถกระบะและรถจักรยานยนต์ เพราะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปคุยกับบริษัทรถยนต์ กลุ่มลีสซิ่ง รวมถึงที่ยึดรถยนต์เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา และนำผลการหารือมาเสนอใน ครม.เศรษฐกิจครั้งต่อไป” นายพิชัยกล่าว

รมว.คลังกล่าวอีกว่า ขณะที่ หนี้บัตรเครดิต ที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันมีการออกบัตรเครดิตให้คนไทยทั้งหมด 24 ล้านใบ เป็นหนี้เสียไปแล้ว 1.1 ล้านใบ และกำลังจะเป็นหนี้เสียอีก 2 แสนใบ ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนี้บัตรเครดิตถ้าผิดนัดชำระจะโดนเบี้ยปรับสูง ดังนั้น ช่องทางที่จะช่วยได้คือ คลินิกแก้หนี้ โดย ธปท. ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ซึ่งมีบริษัทบัตรเครดิตหลายแห่งให้ความร่วมมือร่วมโครงการ และให้ ธปท.ประสานกับบริษัทบัตรเครดิตที่ยังไม่เข้าร่วมให้มาใช้กลไกนี้แก้ป้ญหา เพราะถ้าลูกหนี้หลุดพ้นก็เชื่อว่าจะกลับมาเป็นลูกค้าที่ดีอยู่แล้ว ดีกว่าล้มกันไปหมด
รมว.คลังกล่าวว่า ขณะเดียวกัน นายเศรษฐายังสั่งการถึงเรื่องอัตราการจ่ายขั้นต่ำของหนี้บัตรเครดิต ที่ปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8% ของเงินต้นคงเหลือ ให้ลดลงกลับไปเป็น 5% เท่าช่วงโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะช่วงนี้ประชาชนยังลำบากอยู่ ถ้าช่วยลดอัตราการจ่ายขั้นต่ำได้ก็คงเป็นเรื่องดี ซึ่ง ธปท.ก็รับเรื่องดังกล่าวไปดูแล้ว
นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เร่งคำนวณหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คำนวณหนี้ใหม่ของลูกหนี้ที่เหลือตามกฎหมายใหม่ที่ลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ซึ่งจะช่วยลูกหนี้ กยศ.รวมแล้ว 2.8 ล้านคน รวมทั้งเรื่องหนี้นอกระบบก็จะมีการหารือเพิ่มเติมในการพยายามดึงเจ้าหนี้เข้าระบบให้มากขึ้น
นายพิชัยกล่าวถึง กรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีมติถอดบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จํากัด (มหาชน) (EA) ออกจากรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ว่า ไม่มีผลต่อพอร์ตของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน Thai ESG โดยกระทบเพียงได้ถึง 1% และแน่นอนว่ากำชับให้ ก.ล.ต.คัดกรองรายชื่อหุ้นให้เหมาะสมที่สุด

“ขณะที่กระทบต่อความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้เรื่องของอีเอสจีก็เป็นไปตามทิศทางโลก ถ้าเรื่องแค่นี้ทำให้หวั่นไหวก็คงไม่ได้ มีปัญหาก็ต้องรีบแก้” นายพิชัยกล่าว
ด้าน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า จะมีการเสนอโครงการสินเชื่อซอฟต์โลน วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ดำเนินการโดยธนาคารออมสินเข้าพิจารณา ทั้งนี้ อออมสินเตรียมการเรื่องการทำส้ญญากับสถาบันการเงินไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากผ่านความเห็นชอบ ครม.ก็ดำเนินการได้ทันที
ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่นายเศรษฐาโพสต์ข้อความผ่านแอพพลิเคชันเอ็กซ์ (x) ซึ่งยอมรับว่าวันที่ 1 สิงหาคม 2567 จะเปิดลงทะบียนตาม โพสต์ของนายเศรษฐา ทั้งนี้ รายละเอียดไทม์ไลน์ของโครงการดิจิทัลเพิ่มเติมขอให้รอแถลงอีกครั้งวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

