เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในเวทีเสวนาสาธารณะ เรื่อง “แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า?” ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีโครงการใหญ่ๆ ของเมืองไทยที่มีความสุ่มเสี่ยงไม่โปร่งใส อย่างการจัดซื้อจัดจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่ง ร.ฟ.ท.มักจะใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ หรือเจรจาโดยตรงกับรายใดรายหนึ่ง อย่างสเปกรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ มีเพียง 1 ราย ที่ผ่านเกณฆ์จากผู้สนใจ 3 ราย เพราะว่าการกำหนดสเปก ข้อมูลทางเทคนิคที่ออกแบบเกินความจำเป็น
เช่น ตู้โบกี้ต้องรับผู้โดยสารได้ 10 คนต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง 8 คนต่อ ตร.ม. หรือรถไฟฟ้าในยุโรป 6-7 คนต่อ ตร.ม. หรือราคาโบกี้ 7 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ หรือเท่ากับ 28 ตู้ ราคากลางที่ ร.ฟ.ท.กำหนดไว้ที่ 4,413 ล้านบาท แต่หากดูรถไฟฟ้าของมาเลเซีย สเปกแทบไม่แตกต่างจากไทย กลับถูกกว่าตู้ละ 95 ล้านบาท หรือราคารวม 2,260 ล้านบาท ต่างกันพันกว่าล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ ร.ฟ.ม.ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่เราแพงกว่าเป็นพันล้านบาท เพราะของเมืองไทยดีกว่า ทั้งๆ ที่ผลการตรวจสอบใกล้เคียงกันมาก
นายสามารถกล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าทางคู่ 5 โครงการขนาด 1 เมตร ซึ่งโครงการอยู่ระหว่างการประมูล แต่ดันมีเงื่อนไขแฝงอยู่ในการประมูล โดย ร.ฟ.ท.ต้องการจัดซื้ออุปกรณ์ซ่อมบำรุง ซึ่ง ร.ฟ.ท.จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ได้รับการประมูล และให้ผู้ชนะการประมูลยืมอุปกรณ์นั้นไปใช้ และหลังจากผู้รับเหมาใช้เสร็จก็จะคืนให้เป็นของ ร.ฟ.ท. หรือการกำหนดสเปกรถ 4 รายการ เช่น รถเกลี่ยหิน รถอัดหิน รถส่งหิน บริษัทที่ชนะการประมูลต้องไปซื้อรถจากบริษัทหนึ่งที่ ร.ฟ.ท.กำหนด ทำให้ผู้ที่จะยื่นประมูลบางรายที่ไม่ได้ทำสัญญากับบริษัทจำหน่ายรถไว้ ทำให้ผู้รับเหมานั้นไม่สามารถยื่นเอกสารประกวดราคาได้ ดังนั้น แนวทางป้องกัน คือ ผู้นำประเทศต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง และเห็นผล ไม่เช่นนั้นเป็นเรื่องยากที่คนเดินตามจะทำตาม

