ลอบสังหาร‘ทรัมป์’ สะท้อนสังคมอเมริกัน จุดเปลี่ยนชิงปธน.?
วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และที่ปรึกษาสมาคมอเมริกา
ศึกษาในประเทศไทย (ASAT)
“จากเหตุการณ์ลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดจากในระยะหลังๆ ที่มีการเน้นนโยบายหลักของพรรครีพับลิกันที่อยู่ในโครงการ 2025 บ่งชี้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของการปกครองสหรัฐอเมริกา จากระบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน กลายเป็นระบบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างจะเผด็จการ คือการบริหารอยู่ภายใต้สถาบันประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียวคือ ‘ทรัมป์’ ทำให้ผมคิดว่าคนที่ได้รับการเสพข้อมูลมีหลากหลายประเภท มีทั้งคนที่พอเข้าใจและไม่เข้าใจและต่อต้านเต็มที่ อาจจะมีการคัดค้านและต่อต้านอย่างรุนแรงต่อคนบางกลุ่ม ซึ่งคิดว่าเป็นประเด็นหนึ่งทำให้นำไปสู่ความรุนแรง คือการลอบสังหาร เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมในครั้งนี้
สำหรับคะแนนพรรครีพับลิกันจะสูงขึ้นหรือเกิดการเทคะแนนต่างๆ หรือไม่นั้น ผมมองว่ายังเหมือนเดิม คิดว่าคะแนนของพรรครีพับลิกันก็ยังเป็นฝ่ายของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีความเชื่อของเขาเองอยู่แล้ว ส่วนทางด้านพรรคเดโมแครตก็ยังมีนโยบายที่ไม่ยอมรับนโยบายรีพับลิกันอยู่แล้วเช่นกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ‘Swing State’ (รัฐที่ประชากรมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน) ต้องบอกก่อนว่าระบบพรรคการเมืองอเมริกาเป็นระบบที่เก่าแก่ มาเป็นเวลาร้อยๆ ปี เพราะฉะนั้นเขาจะมีฐานเสียงของแต่ละพรรคแน่นอนและค่อนข้างชัดเจน ฐานความคิดของของพรรคเดโมแครตก็จะมีอุดมการณ์และหลักการของเขา ขณะที่ฐานเสียงของพรรครีพับลิกันก็จะไปทางของเขาเอง เพราะฉะนั้นก็ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ก็อาจจะมีคนรุ่นใหม่หรือรัฐบางส่วนที่มีคนเป็น Swing State เพราะว่าคนที่อยู่ในรัฐนั้นๆ อาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา หรือเป็นผู้อพยพอย่างถูกกฎหมายที่เข้าไปแล้วสัมผัสสังคมอเมริกันแล้วรับได้ทั้งสองอย่าง สนใจการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่หรือผลที่จะกระทบต่อชีวิตตนเองมากกว่า ไม่ได้มีอุดมการณ์ชัดเจน เหมือนกับคนรุ่นปู่ย่าตายาย
สังคมแบบนี้ทำให้เขาเป็น Swing State โดยพร้อมที่จะโอนไปในทางที่ว่า 4 ปีนี้ เป็นพรรคเดโมแครตก็ได้ เพราะนโยบายนี้ถูกใจเขา หรือ 4 ปีถัดไป อาจจะเป็นพรรครีพับลิกันก็ได้ เพราะนโยบายของพรรคเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ได้มีอุดมการณ์ชัดเจนแน่นอนไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่อยู่กับพรรครีพับลิกัน หรือพรรคเดโมแครตอย่างยาวนานเป็นร้อยๆ ปี
หากต้องยกตัวอย่าง ก็เหมือนคนนับถือศาสนาพุทธ พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นพุทธมาตลอด คนที่เป็นคริสต์ ก็เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นคริสต์มาตลอด แต่ถ้าคุณเข้ามาใหม่ๆ คุณอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้
ซึ่งอาจนำไปสู่การรับไม่ได้ของคนบางกลุ่ม อย่างเด็กอายุ 20 ปีที่ลอบสังหารทรัมป์ ก็เป็นรีพับลิกัน เพราะฉะนั้นเขาอาจจะเสพข่าวแล้วไม่เข้าใจเท่าที่ควร มองว่าโลกนี้จะแตกสลาย ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม นำไปสู่ความรุนแรง ผมเชื่อว่ามันยังจะเกิดขึ้นต่อไป ตราบใดที่สังคมอเมริกันยังคงมีความแตกแยกแบบนี้
ในการรับมือความรุนแรงต่อสถานการณ์แบบนี้ในอนาคต ผมคิดว่าก็ทำอะไรไม่ได้มาก ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงก็คงต้องดูแลกันต่อไป ต้องมีการเตรียมการตลอดเวลาให้ลึกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกับการป้องกันผู้นำของฝ่ายตัวเองมากขึ้น รวมถึงพรรคที่เป็นต้นแบบของพรรครีพับลิกัน อาจจะมีการพูดประนีประนอมกันเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังไม่เป็นผลสำเร็จอะไรตราบใดที่นโยบายของพรรคยังขัดแย้งกันอยู่
สมัยที่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดี ผลตอบรับก็มีทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่เป็นรีพับลิกันคิดว่าเขาอยู่เบื้องหลังทรัมป์ 100% เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคทุกประการ เพราะคนเหล่านี้ คือคนอนุรักษนิยมและเคร่งครัดทางศาสนา และพร้อมเห็นด้วยกับนโยบายห้ามทำแท้ง ขณะเดียวกันก็ยังมีรีพับลิกันกลางๆ เช่น เด็กอายุ 20 ปีที่ลอบสังหาร อาจจะมองว่านโยบายหนักเกินไป และรับไม่ได้ เนื่องจากพรรครีพับลิกัน เป็นพรรคที่ผูกติดกับเรื่องศาสนามาก และเป็นการกระทำค่อนข้างรุนแรงและเด็ดขาด
หากทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดี อาจจะส่งผลให้อเมริกาจะเป็นประเทศที่ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกมากจนเกินไป ผมไม่แน่ใจว่าอเมริกายังจะสนับสนุนสหประชาชาติ (United Nations) ต่อไปหรือไม่ โดยทรัมป์จะมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นไปในแง่ของการค้า คือการได้กำไรและขาดทุน หากเมื่อไหร่สหรัฐอเมริกาขาดทุน ทรัมป์จะไม่เข้าไปยุ่ง เช่น การซื้ออาวุธให้ยูเครน ทำให้อเมริกาเสียเปรียบ เพราฉะนั้น อเมริกาก็จะไม่อยากเข้าไปยุ่งมาก และสิ่งที่สำคัญคือ การที่สหรัฐอเมริกาได้ไปทำสนธิสัญญาไว้กับประเทศต่างๆ ที่มีการตกลงเงื่อนไขไว้ ทรัมป์อาจจะไม่สนใจ และอยากจะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะถือว่าเขาเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกา และกฎหมายสหรัฐอเมริกาใหญ่พอกับกฎหมายระหว่างประเทศ คือ อาจจะไม่ต้องพึ่งกฎหมายระหว่างประเทศเลยก็เป็นได้ และทรัมป์อาจจะสร้างความขัดแย้งทางการค้าโลกได้มากพอสมควร ที่จะเกิดขึ้นในระบบการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต
ส่วนไทยอาจจะได้รับเป็นผลกระทบต่อเนื่อง เพราะไทยไม่ได้เป็นประเทศหลัก แต่อยู่ในกลุ่มอาเซียน เพราะฉะนั้นจะไม่ได้รับความขัดแย้งโดยตรง และไม่มากนัก ขณะเดียวกันไทยก็ดำเนินนโยบายลักษณะที่ประนีประนอมไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้มองเราเป็นเป้าหมายหลัก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ทำให้เขาเสียประโยชน์ เราน่าจะรอดตัวไป
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ตอนนี้ยังพูดลำบาก เพราะยังไม่รู้ว่าพรรคเดโมแครตจะเลือกใครเป็นตัวแทนแน่นอนจะรู้ได้เมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า และจะมีการประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ หากเป็น นายโจ ไบเดน ชัดเจนก็จะรู้ว่านโยบายต่อไปควรจะเป็นอย่างไร ระหว่างเดโมแครต กับพรรครีพับลิกัน หรือถ้าไม่ใช่เป็น นายโจ ไบเดน หรือเป็นคนอื่น จะรู้ว่านโยบายจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะต้องรู้ก่อนว่าผู้สมัครที่เข้าแข่งขันเป็นใคร จึงจะมีการหาเสียงโฆษณาออกไป ที่จะเน้นนโยบายที่แต่ละฝ่ายจะทำอย่างชัดเจน แต่คิดว่านโยบายของพรรคเดโมแครตคงไม่แตกต่างมากนัก คงเป็นนโยบายที่ต่อต้านทรัมป์ ต่อต้านวิธีการเผด็จการของทรัมป์
ส่วนของทรัมป์ คิดว่าชัดเจนแล้ว เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บจากการลอบสังหารมากมาย และทรัมป์ก็เป็นผู้สมัครอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดคือ อาจจะได้ใจพวกรีพับลิกันในเรื่องของการทำแท้งมากขึ้นด้วยซ้ำ จะเห็นได้ว่าเขายกกำปั้นขึ้นตอนที่ถูกยิง เขารู้วิธีที่จะทำให้ได้ใจคนของเขา เพราะฉะนั้นมันก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ทรัมป์จะดำเนินการหนักขึ้น เพราะทรัมป์ไม่ใช่คนประนีประนอมอยู่แล้ว เขาต้องการฐานที่ชัดเจนของเขา
ผมคิดว่าทรัมป์ไม่ชอบการประนีประนอม เขาชอบความเด็ดขาด มีการแก้แค้น แล้วยิ่งเขารู้ว่ามันมีการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม เขาอาจจะแค้นขึ้นเป็นสองเท่า นี่คือนิสัยของทรัมป์”

