‘เศรษฐา’ ยันไม่รอเก้อ 1ส.ค. เริ่มเป๋าดิจิทัลให้ลงทะเบียนรับสิทธิ ‘จุลพันธ์’ ลั่นงบปี 67-68พอ

16.07.24 | 06:38 น.

‘เศรษฐา’ ยันไม่รอเก้อ 1 ส.ค. เริ่มเป๋าดิจิทัลให้ลงทะเบียนรับสิทธิ ‘จุลพันธ์’ ลั่นงบปี 67-68 พอ ‘ครม.ศก.’ ช่วยหนี้รถ-บ้าน

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ครั้งที่ 4/2567 พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ นายเศรษฐาโพสต์ข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น X อีกครั้ง โดยย้ำว่า ดิจิทัลวอลเล็ตพร้อมเปิดลงทะเบียน 1 สิงหาคมนี้ การประชุมวันนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียน และการดำเนินการในภาพรวมที่จะรองรับการใช้งานของประชาชนและร้านค้า โดยมีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ รวมไปถึงการลงรายละเอียดเงื่อนไขของการรับสิทธิ และมาตรการป้องกันการทุจริต การเรียกเงินคืนให้ชัดเจนขึ้น

ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบถึงแหล่งที่มาของเงินใหม่ สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต สาเหตุสำคัญที่มีการปรับเปลี่ยนคือได้ดำเนินการตามข้อห่วงใยของหน่วยงานตรวจสอบ ในการไปดูในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินของกรอบวงเงินต่างๆ ซึ่งไม่ได้ลดขนาดโครงการ ยังคงอยู่ที่ 50 ล้านคนเช่นเดิม

แต่เมื่อไปดูแล้วโครงการในอดีตของรัฐไม่มีโครงการไหนมีผู้ลงทะเบียนเกินกว่า 90% การตั้งงบประมาณที่เพียงพอเหมาะสมจึงเป็นแนวที่หน่วยงานตรวจสอบได้เคยให้ไว้ เราก็ตั้งงบประมาณวางไว้ว่า 45 ล้านคน คือ 450,000 ล้านบาท นั่นคือการเตรียมเงินไว้รองรับ

Advertisement

แต่อย่างไรก็ตามขนาดของโครงการยังคงเป็น 50 ล้านอยู่ หากมีคนลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกว่า จะใช้กลไกในการบริหารงบประมาณเพื่อให้มีเงินทุกบาททุกสตางค์เพียงพอสำหรับการจัดสรรเข้าไปในโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทดิจิทัลวอลเล็ตได้

“ปี 2567 เป็นงบประมาณเพิ่มเติม 122,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้าสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 17 กรกฎาคม บวกกับงบประมาณในการบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบประมาณอีก 43,000 ล้านบาท แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นงบกลางได้ อันนี้ก็เป็นการบริหารจัดการที่สามารถทำได้ แต่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเท่านั้น และงบของปี 2568 อีก 152,000 ล้านบาท และงบประมาณในการบริหารจัดการทางการคลังและการบริหารงบประมาณของปี 2568 อีก 132,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเดิม” นายจุลพันธ์กล่าว

ส่วนนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับมาตรการแก้ปัญหาหนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจรับทราบมาตรการแก้ปัญหา อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ที่อยู่อาศัย เพิ่มระยะเวลาการกู้ถึงอายุ 80 ปี ข้าราชการเป็น 85 ปี

คาดว่าการดำเนินมาตรการนี้จะทำให้หนี้เสียและหนี้กำลังจะเสียทยอยลดลง โดยขอความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ในการปรับโครงสร้างหนี้, มาตรการแก้ปัญหาหนี้รถยนต์ ระยะสั้นเร่งหามาตรการช่วยคนที่ใช้รถจักรยานยนต์และรถปิกอัพทำงานหากินที่กำลังจะถูกยึดเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้มีรถในการทำงานหากิน, มาตรการแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิต

ซึ่งจากข้อมูลมีบัตรเครดิตทั้งหมด 24 ล้านบัตร เป็นหนี้เสียแล้ว 1.1 ล้านบัตร และกำลังจะเสียอีก 2 แสนบัตร นายกฯ มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อกำหนดแนวทางในการช่วยเหลือให้เกิดเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์ ฯลฯ