หน้าแรก การเมือง กิตติรัตน์ ปั...

กิตติรัตน์ ปัดตอบ ข่าวลือ ‘เศรษฐา’ ทาบนั่งรมต. ขอเดินหน้าลุยแก้หนี้ต่อ

16.07.24 | 15:01 น.

‘กิตติรัตน์’ ฟิตหลังหลุดคดี เดินสายทร. ติดตามแก้หนี้ มั่นใจรัฐบาลทำได้เบ็ดเสร็จ เป็นรูปธรรมในปี 67 อมยิ้มถูกถาม นายกฯ ทาบนั่ง รมต. ระบุ ทำงานอย่างนี้ดีแล้ว

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย กล่าวภายหลังร่วมประชุมติดตามความคืบหน้า การแก้ไขปัญหาหนี้สินกำลังพลของกองทัพเรือ ถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาหนี้สินตามนโยบายรัฐบาลว่า เมื่อหนี้สินครัวเรือนมีจำนวนมากเกือบเท่ากับระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโตช้า และดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่สูง โอกาสที่จะชำระหนี้ได้ครบถ้วน เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายรัฐบาลจึงต้องมีหน้าที่ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตขึ้น คนที่อยู่ในแวดวงการเงินทั้งหมดต้องมีหน้าที่คิดด้วยกันว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรากำลังคิดอยู่มันสูงเกินกว่าสมควรหรือเปล่า

นายกิตติรัตน์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีการชำระหนี้ติดขัด สถาบันการเงินจึงต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพราะความเสี่ยง แต่ในทางกลับกันหากสถานการณ์แบบนี้เราจะประคับประคองดอกเบี้ยไว้ไม่ให้สูงขึ้นได้หรือไม่ เพราะจะช่วยทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ความเสี่ยงที่มีต่อลูกหนี้กลุ่มต่างๆ ก็จะไม่เพิ่มขึ้นแล้วก็ลดลงได้

“ในส่วนที่ดูแลหนี้สินกำลังพลของกองทัพเรือ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในการดูแลหนี้สินของข้าราชการในส่วนนี้ ผมมั่นใจว่าในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งประเทศจะสามารถประกาศความสำเร็จว่า ข้าราชการจะมีเงินเหลือในการดำรงชีพ เจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นระบบสหกรณ์หรือภาคสถาบันการเงินทั้งของรัฐและรัฐวิสาหกิจรวมถึงเอกชนได้รับการรับชำระหนี้ได้แต่ในส่วนอื่นๆ ก็ยังเป็นงานที่ยากอยู่” นายกิตติรัตน์กล่าว

Advertisement

นายกิตติรัตน์กล่าวอีกว่า จากการติดตามการทำงานของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำลังให้ความสำคัญกับหนี้ในส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ทั้งหนี้สินบ้านพัก ที่อยู่อาศัย การปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง รวมถึงหนี้สินบัตรเครดิต ที่ตอนนี้มีออกไปแล้ว 24 ล้านใบ มีแนวโน้มที่เสียเพิ่มขึ้น แต่สัญญาณดีขึ้นเมื่อมีการเพิ่มอัตราชำระขั้นต่ำจากร้อยละ 5 มาเป็นร้อยละ 8 ส่วนนี้รัฐบาลกำลังประสานงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงการที่ยังไม่ปรับขึ้นมาเป็นร้อยละ 8 ด้วย

ส่วนสินเชื่อรถยนต์ในส่วนของรถที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น รถบรรทุก หากอยู่กับลูกหนี้ก็จะนำไปประกอบอาชีพได้ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการยึดมาขายทอดตลาดเพราะรถมือสองราคาต่ำเมื่อขาย ไม่พอชำระหนี้ก็ต้องไปฟ้องร้องต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเป็นห่วง ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลแต่เดิมเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูง ตอนนี้สถาบันการเงินต่างๆ กำลังจะทบทวน คิดว่าทางรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังปรึกษาหารือกันในการช่วยประคับประคองสถานการณ์ เชื่อมั่นว่าการแก้ไขในครั้งนี้ ในปี 2567 น่าจะมีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามว่า นายกฯมาทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีหรือยัง นายกิตติรัตน์กล่าวว่า “ให้ผมทำงานอย่างนี้ดีแล้วครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษายกฟ้อง ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กิตติรัตน์ ณ ระนอง จำเลย ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด สมัยที่กิตติรัตน์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่สั่งตรวจสอบการระบายข้าวเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว