หน้าแรก การเมือง ศิริกัญญา ชวน...

ศิริกัญญา ชวนโหวตคว่ำร่าง ขอเงิน 1.22 แสนล้าน ชี้ผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง อื้อ

17.07.24 | 12:45 น.

‘ศิริกัญญา’ ชวนพรรคร่วม รบ.ช่วยโหวตคว่ำร่าง กม.ขอเงิน 1.22 แสนล้านบาท โปะดิจิทัลวอลเล็ต เหตุผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง หลายมาตรา ได้แค่รักษาหน้าตามที่หาเสียงไว้ เหน็บอีก 15 วันเปิดลงทะเบียนแต่ยังทำระบบไม่เสร็จ-หาเจ้าภาพไม่ได้ อัดหากยังดื้อทำต่อจะเป็นมาตรฐานที่ผิดในบริหารงบในอนาคต-สร้างความเสียหายประเมินค่าไม่ได้

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

เวลา 09.50 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ที่เราต้องมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณ เป็นฉบับที่ 3 ของปีนี้แล้ว เพราะที่มาที่เดียวคือโครงการเรือธงของรัฐบาลที่จะทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งนี่คือแหล่งวงเงินงบประมาณล่าสุดที่ใช้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ โดยในงบประมาณปี 2568 ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาในวาระแรกเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่านอกจากจะเป็นการกู้เพิ่ม 1.52 แสนล้าน เพื่อทำโครงการนี้แล้ว ยังต้องกลับไปบริหารจัดการภายในงบประมาณปี 2568 อีก 1.32 แสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่ทราบว่าการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า วันนี้ที่เรากำลังพิจารณากันคืองบประมาณปี 2567 ที่รัฐบาลกำลังจะมาขอกู้เพิ่มอีก 1.22 แสนล้านบาท และต้องไปหารายได้อื่นมาเพิ่มอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าน่าจะมาจากเงินสดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการชำระหนี้อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงงบกลางใช้จ่ายฉุกเฉิน จะเห็นได้ว่าไม่มีงบจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์​ (ธ.ก.ส.) แล้ว แต่ก็ดีแล้วเพราะเราท้วงติงมาตลอด และเงินจาก ธ.ก.ส.ก็ไม่เพียงพอ หากจะใช้ก็ต้องให้กระทรวงการคลังไปกู้ ซึ่งจะเห็นว่ายอดเงินลดลงเหลือเพียง 4.5 แสนล้านบาท ที่ต้องมีการกู้เพิ่มอีก 1.22 แสนล้าน เท่ากับงบประมาณปี 2567 มีการกู้ชดเชยขาดดุล 805,000 แสนล้านบาท ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์รองจากปี 2568 คิดเป็น 4.3% ซึ่งถือเป็นปัญหาในการเพิ่มหนี้สาธารณะ เพิ่มภาระในการชำระดอกเบี้ยและหนี้ตามมา

น.ส.ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า งบประมาณปี 2567 ที่สภา​เพิ่งมีการอนุมัติไป 3.48 ล้านล้านบาท แต่วันนี้จะเพิ่มเป็น 3.602 ล้านล้านบาท มีการกู้เพิ่มจากเดิม 693,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 805,000 ล้านบาท ขณะที่เพดานของการกู้จากเดิมอยู่ที่ 790,000 ล้านบาท แต่กลับมีการขยายเพดานการกู้ออกเป็น 815,056 ล้านบาท เหลือพื้นที่ให้กู้เพิ่มได้อีกเพียง 10,056 ล้านบาท และต้องดูว่ารัฐบาลจะสามารถมีงบประมาณเพียงพอในการที่จะรองรับความเสียงหากจัดเก็บไม่เข้าเป้าได้หรือไม่ ซึ่งหากจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็จะทำให้งบประมาณที่สภา อนุมัติไปใช้ได้ไม่ครบ และเรากู้โปะไม่เพียงพอ แต่ที่รัฐบาลทำอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนไม่ได้สนใจ ไม่ได้แคร์อะไรที่ประเทศต้องมาอยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นนี้ก็เพียงเพราะจะได้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและกู้จนสุดเพดานเช่นนี้

Advertisement

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ส่วนประมาณการที่สภาได้รับนั้น จากเดิมที่มีการประมาณการไว้ว่าจีดีพีจะโต 2.7% ตอนนี้ก็เหลือที่ 2.5% แต่เมื่อไปดูในเอกสารงบประมาณการรายได้ปรากฏว่าไม่มีการประมาณการรายได้ใหม่ จะเป็นได้อย่างไรที่จะไม่มีการประมาณรายได้ใหม่ทั้งที่ระยะเวลาก็ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วจากการประมาณการรายได้ครั้งล่าสุด แต่ที่ออกมาในระยะ 8 เดือนก็ปรากฏว่าต่ำกว่าเป้า 2.6 หมื่นล้านบาท และหน่วยงานต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าจะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ซึ่งดูท่าทีแล้วรัฐบาลไม่น่าจะสามารถจัดเก็บภาษีให้เข้าเป้าได้ โดยเฉพาะกรมสรรพสามิตที่แถลงว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าถึง 5.8 หมื่นล้านบาท ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ที่เรายังไม่รู้ว่ารายได้เพียงพอที่จะใช้สำหรับงบประมาณปี 2567 นั้น รัฐบาลยังจะมาขอกู้สภา​ได้เต็มเพดานอีกหรือ จะไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้บริหารความเสี่ยงอะไรเลยใช่หรือไม่

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของการบริหารงบประมาณ 3.48 ล้านล้านบาทนั้น ได้ไปค้นดูจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็พบว่ามีมาตรการที่เกี่ยวกับการลดค่าพลังงาน ช่วยคนไทยในอิสลาเอล ค่าพีเอ็ม2.5 ก้อนใหญ่นิดก็คือการช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมภัยแล้ว แต่ผ่านมาแล้ว 7 เดือนงบกลางก็ยังใช้ไปไม่ถึงไหน ยังอนุมัติอยู่ที่ 1.79 หมื่นล้านบาท บางโครงการอาจจะไม่ได้เบิกจ่ายด้วยซ้ำ ไม่น่าท่านถึงบอกว่าเศรษฐกิจแย่ แต่ไม่มีมาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือประชาชนเลยระหว่างที่รอโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงสรุปได้ว่ารัฐบาลยังไม่รู้ว่าจะนำเงินมาใช้กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตกี่บาท แต่ตอนนี้น่าจะเคาะแล้วว่าใช้แค่ 4.3 หมื่นล้านบาท และต้องถูกกั๊กไว้จนถึงปลายปีเพื่อใช้กับโครงการนี้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือสามารถทำได้จริงหรือไม่กับการโยกงบปี 2567 มาใช้ข้ามปีในปี 2568 ซึ่งไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ สำหรับเรื่องงบกลางปี หรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนั้น ตามมาตรา 21 ก็บอกไว้ชัดเจนว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนั้นต้องใช้จ่ายระหว่างปีงบประมาณ งบกลางปีแต่จะไปใช้จ่ายข้ามปีคงทำไม่ได้ ถือว่าผิดมาตรา 21 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน แต่หากจะบอกว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็เหมือนงบประมาณประจำปี ใช้ข้ามปีได้ แต่ในมาตรา 43 ของพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 ก็บอกว่าต้องก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี แล้วเราจะก่อหนี้ผูกพันกันอย่างไร แต่เดาว่าเดี๋ยวคงออกมาสีข้างถลอกว่าแค่ลงทะเบียนก็เป็นการก่อหนี้ผูกพันแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะการก่อหนี้ผูกพันคือต้องมีสัญญาทั้งสองฝ่าย หากทำแค่ฝ่ายเดียวถือเป็นการให้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวด้วยว่า ทำไมถึงไม่แก้ไขกฎหมายให้เรียบร้อยก่อน เพราะรัฐบาลที่มีเสียงในสภามากกว่า คงไม่ขัดข้องที่จะแก้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังจึงเสนอให้ห้อยท้ายของมาตรา 21 ให้ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. หรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งเวลาที่เรากำลังเดินหน้าลุยไฟกันอยู่ คนที่เดือดร้อนที่สุดคือข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่เป็นคนชงเรื่องต่างๆ โดยที่ฝ่ายการเมืองยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรเลยเวลาตัดสินใจจะทำอะไรที่เสี่ยงผิดกฎหมาย

“อีกประเด็นที่ทำให้รัฐบาลเลือกใช้งบกลางเงินสำรองจ่ายจากงบประมาณปี 2567 ก็ยังสามารถที่จะเบิกเงินลงทุนสำรองจ่ายได้อีก 5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในตอนที่มีการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ตอนนี้เห็นเพียงแค่ความจำเป็นที่ต้องรักษาหน้าของรัฐบาล แม้จะใช้งบก้อนนี้แต่ก็ต้องโอนคืน และสุดท้ายต้องตั้งเงินลงทุนสำรองจ่ายของปี 2569 มาใช้คืนอยู่ดี แบบนี้เรียกว่ายืมเงินข้ามปี แต่เมื่อไม่ใช้ก็ดีถือเป็นวาสนาประเทศที่จะไม่ได้มีการใช้เงินทุนสำรองจ่ายตรงนี้” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า เมื่อมีคนมาลงทะเบียนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้จะมีความเสี่ยงผิด พ.ร.บ.เงินตราหรือไม่ หรือจะยิ่งทำให้ร้านค้าที่ต้องคืนเงินสดขาดความเชื่อมั่นว่าถ้าเป็นเลขช้าจะได้เงินคืนหรือไม่ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตถูกตีความนับเป็นรายจ่ายลงทุน 80% จริงหรือไม่ ซึ่งประชาชนที่ใช้ก็ใช้เพื่ออุปโภค บริโภค เป็นหลัก ดังนั้น จะตีความเป็นรายจ่ายลงทุนได้อย่างไร โดยหากไม่นับเป็นรายจ่ายลงทุนนั้น จะผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 มาตรา 20 ตามหลักกฎเกณฑ์ว่างบประมาณรายจ่ายลงทุน ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น

“โครงการนี้จะลงทะเบียนอีก 15 วัน แต่ยังหาเจ้าภาพไม่ได้ และยังคงใช้ไว้ในงบกลางและระบบลงทะเบียนเพิ่งได้ผู้ชนะการประมูล 2 เจ้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีระบบการชำระเงินที่ชัดเจน ดังนั้น จะทันหรือไม่ รวมถึงยังมีเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปมา และขณะนี้ก็ยังไม่มีการสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้ามาลงทะเบียนได้ ดังนั้น ระบบที่ถูกออกแบบมาแบบนี้เอื้อกับร้านค้าที่มีสายป่านยาว แต่ร้านค้ารายเล็กอาจไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะต้องการใช้เงินสดในการใช้จ่าย ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่บอกว่าจะต้องมีระบบการจ่ายภาษีอย่างไร ไม่มีความชัดเจนเลย ถ้าเขามีเงินสดไม่พอ จะมีสินเชื่อให้เพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการหรือไม่ ถือเป็นการกีดกันรายย่อยเป็นกลายๆ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า โครงการนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะลงทุนจริงๆ เท่าไหร่ แต่ตีไว้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ก็บอกได้คำเดียวว่าเป็นการลงทุนแค่การได้รักษาหน้าตามที่ได้หาเสียงไว้แล้ว แม้หน้าตาจะไม่เหมือนตอนที่หาเสียงไว้ก็ตาม และได้เพิ่มจีดีพีได้เต็มที่แค่ 1.8% หรือ 3.5 แสนล้านบาท แบบนี้คุ้มทุนหรือไม่ เพราะสิ่งที่จะเสียไปคือเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง ทำผิดกฎหมาย เอื้อค้าปลีกรายใหญ่ กีดกันรายย่อย เสียโอกาสที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และเสียโอกาสที่จะทำนโยบายอื่น ย้ำว่าเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย ซึ่งหากสามารถทำต่อได้ จะสร้างบรรทัดฐานที่ผิดในการบริหารจัดการงบประมาณในอนาคต และสร้างความเสียหายที่ประเมินไม่ได้ รวมถึงการของบประมาณแบบนี้ จะเพิ่มภาระผูกพันไปถึงงบประมาณในอนาคต

“นี่เป็นกระสุนนัดใหญ่ นัดแรก นัดเดียว และนัดสุดท้ายของรัฐบาลที่จะได้มีโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณที่จะเกิดขึ้นตามมา ฉะนั้น จึงขอส่งความห่วงใยไปยังพรรคร่วมรัฐบาลว่าท่านจะกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำผิดกฎหมายครั้งนี้ ในการกระทำที่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายครั้งนี้หรือไม่ ถ้ายังยึดถือหลักการหรือหลักวิชาการอะไรอยู่ในหัวใจ คงรู้ได้โดยไม่ต้องสงสัย ว่าทำแบบนี้จะทำให้ประเทศเราสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต จึงขอให้ช่วยกันคว่ำร่างฉบับนี้” น.ส.ศิริกัญญากล่าว