ส.ค.ผลงานจับต้องได้
เดือนสิงหาคม 2567 เข้าสู่เดือนที่ 11 ในการบริหารประเทศของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่จะครบ 1 ปี ในวันที่ 11 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่ นายกฯ นำแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อปี 2566
เกือบหนึ่งปีที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ท่ามกลางปัจจัยที่ไม่ค่อยเอื้อต่อการเดินหน้านโยบายเรือธงที่สำคัญๆ ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ออกมาล่าช้า
โครงสร้างของภาคธุรกิจที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เพื่อให้เอื้อต่อการเดินหน้าประเทศ
ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างประเทศ ที่มีประเด็นของจีโอ โพลิติกส์ (Geo politics) หรือภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง
จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ให้ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี เดินหน้าทำงานแก้ปัญหาประเทศ แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับหน้าที่
แต่ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ต้องมีเคพีไอชี้วัด คือ ผลงานที่จับต้องได้ ผ่านการประเมินด้วยระยะเวลา ตั้งแต่ 6 เดือน 1 ปี 2 ปี
อยู่ที่ว่าจะเริ่มนับจากช่วงใด ในส่วนของรัฐบาล ผลโพล และเสียงสะท้อนของประชาชน ถือเป็นอีกตัวชี้วัด ที่ต้องรับฟังอย่างได้ยินเช่นกัน
อย่างผลสำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (นักธุรกิจ) และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (ประชาชน) เดือนมิถุนายน 2567 ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม (ซีซีไอ) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ลดลงจาก 60.5 เป็น 58.9
ปัจจัยหลักมาจาก 3 ความกังวล คือ 1.ปัญหาค่าครองชีพสูงในรอบ 5 ปี และแนวโน้มปัจจัยกระทบต่อความเป็นอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า
2.กำลังซื้อลดลงต่อเนื่อง กระทบต่อรายได้ธุรกิจ และเงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นช้าและอยู่ในภาวะนิ่งในขณะนี้
และ 3.ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีคดียื่นถอดนายกรัฐมนตรี จะทำให้สู่การปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่
รวมทั้งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล อย่างโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่
ทิศทางความเชื่อมั่นน่าจะขาลงต่อเนื่องในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จนกว่าปัจจัยความกังวลจะชัดเจนและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการเมือง การเดินหน้าเงินดิจิทัลวอลเล็ต
จึงประเมินจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวแค่ 2.0-2.5% และดีขึ้นในไตรมาส 4 คาดขยายตัว 3-4% จากเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ การท่องเที่ยว เร่งส่งออก
หากไม่มีปัญหาเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงทำให้ทั้งปีนี้จีดีพีขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.5% หากเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทเป็นไปตามไทม์ไลน์รัฐบาล จะดันจีดีพีขยายตัวเป็น 2.8-3.0%
นั่นเป็นการสำรวจของสถาบันการศึกษา เป็นโจทย์ที่รัฐบาลทราบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะมีวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
แต่เมื่อนายกฯออกมาประกาศว่า โครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต พร้อมเปิดลงทะเบียน 1 สิงหาคมนี้ ความเชื่อมั่นต่อประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
ในการเดินหน้านโยบายเรือธงดังกล่าว ย่อมเห็นถึงทิศทางของความชัดเจน ตามไทม์ไลน์ที่นายกฯประกาศ
แต่เคพีไอที่จะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริง คือ เงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตส่งถึงมือประชาชน และมีการใช้จ่าย เพื่อให้เกิดกำลังซื้อครั้งใหญ่ ในห้วงไตรมาสที่ 4
ตามกฎเหล็กที่ว่า เมื่อท่านพูดคนจะรับฟัง เมื่อท่านลงมือทำอย่างที่พูด คนจึงจะเชื่อมั่นและศรัทธา

