หน้าแรก การเมือง บิ๊กแจ๊ส ลุยย...

บิ๊กแจ๊ส ลุยยื่นกกต.ขอสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ‘ผู้สมัครนายกอบจ.ปทุม’

17.07.24 | 13:34 น.

“บิ๊กแจ๊ส” ส่งทนาย ยื่น กกต. สั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง “ผู้สมัครนายก อบจ.ปทุม” เหตุ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจัดซื้อถุงยังชีพแล้ว เผยไม่ติดใจผลแพ้ชนะ แค่ต้องการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปณต เขตต์สันเทียะ ทีมกฎหมายของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี ยื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิรับการเลือกตั้งผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี รายหนึ่ง เนื่องจากพบว่าขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับการเลือกตั้งนายก อบจ. จากกรณีมีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 35/2560 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้พ้นจากหน้าที่โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่ปี 2564 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ กรณีการจัดซื้อถุงยังชีพเมื่อปี 2555 และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริต

นายปณตกล่าวว่า คำร้องที่มายื่น กกต.ครั้งนี้ เห็นว่าการลงสมัครนายก อบจ.ของผู้สมัครรายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขาดคุณสมบัติ เนื่องจากปี 2560 คสช. เคยมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และปี 2564 ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าทุจริตต่อหน้าที่ ขณะนี้ กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกนายก อบจ.ปทุมธานี เราเห็นเมื่อมีหลักฐานดังกล่าวจึงมายื่นร้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ระบุว่า จะไม่ยื่นเรื่องร้องเรียน นายปณตกล่าวว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ไม่ได้ติดใจการแพ้ชนะ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งจะเป็นผลต่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ว่าบุคคลที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติแล้ว กกต.ตรวจไม่พบ หรือมีเหตุอะไรก็แล้วแต่ เพราะคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นคำสั่ง คสช.ในปี 2560 และในปี 2563 ที่ลงสมัคร ไม่มี คสช.แล้ว กกต.อาจไม่ได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานดังกล่าวว่าเคยถูกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะการถูกชี้มูลให้มีความผิดผลต้องกลับไปให้หมดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนับแต่วันที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่เรื่องของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์

“ลำพังตัวท่านบอกว่าแพ้ก็แพ้ แต่ทีมกฎหมายเสนอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายไม่ใช่เฉพาะตัวท่าน แต่จะต้องเป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า ถ้าบุคคลที่ถูกชี้มูลแล้วยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะลงที่ไหนอย่างไร ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ว่ามีคุณสมบัติที่จะรับหรือไม่รับ” นายปณตกล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ นายปณตกล่าวว่า ต้องการให้ผลคดีถึงที่สุดว่าการกระทำของบุคคลผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้ามีมูลความผิดอาญาฐานประพฤติมิชอบ เกี่ยวข้องกับการทุจริตสามารถไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารทั้งระดับท้องถิ่น หรือเลือกตั้งระดับชาติได้หรือไม่ เพราะตามมาตรา 50 ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบริหารท้องถิ่น 2562 กำหนดลักษณะต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ว่า (8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งนายก อบจ.ที่บุคคลดังกล่าวเคยดำรงตำแหน่ง และถูกที่มูลก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะแม้จะถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และมีคำสั่งให้กลับมาดำรงตำแหน่ง แต่ตอนท้ายถูกชี้มูลความผิด ประกอบกับมาตรา 81 และมาตรา 53 ซึ่งยังมีปัญหาว่าหากได้รับการรับรอง จะทำหน้าที่ได้หรือไม่

“กรณีนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ที่จะต้องวิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐาน ว่าถ้าผู้ขาดคุณสมบัติเคยถูกชี้มูลให้มีความผิดฐานทุจริต และศาลประทับรับฟ้องก่อนแล้วจะยังคงลงสมัครได้หรือไม่ ถามว่าถ้ามีคำสั่งศาลรับฟ้องก่อนแล้วแต่ยังคงลงสมัครได้มันจะผิดหรือเปล่า ควรจะเป็นบรรทัดฐานหรือมาตรฐาน ซึ่งใช้บังคับได้ต่อไป ถึงอยากให้ กกต.วินิจฉัย” นายปณตกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการสัมภาษณ์ ​นายปณตพยายามหลีกเลี่ยงที่จะระบุชื่อผู้ถูกร้อง โดยระบุเพียงว่าผู้สมัครรายหนึ่งเท่านั้น