เมื่อเวลา 10 .00 น. วันที่ 18 มกราคม นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง กรณีโจทก์รวม 5 คน ประกอบด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต นายปลอดประสพ สุรัสวดี และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ฟ้องจำเลย 5 คน ประกอบด้วย นายภักดี โพธิศิริ ว่าแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. โดยเข้าประชุมกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. และปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่นายภักดีฯ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. อันเนื่องจากมีการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งแสวงหาผลกำไรเกิน 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดและนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ในฐานะประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายวิชา มหาคุณ และนายวิชัย วิวิตเสวี ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. รู้เห็นและยินยอมให้นายภักดีฯ แสดงตนเป็น เจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับตนนั้น ต่อมาโจทก์ทั้ง 5 คน ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 58 ศาลอาญาได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ 1066/2558 หมายเลขแดงที่ 10431/2558 ระหว่างนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กับพวกรวม 5 คน โจทก์ นายภักดี โพธิศิริ กับพวกรวม 5 คน จำเลย ซึ่งศาลได้พิเคราะห์ไว้ในคำพิพากษา โดยสรุปว่า
นายสรรเสริญ กล่าวว่า 1. คดีมีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยทั้งห้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่มีอำนาจตามกฎหมายได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. และเพิกถอนจำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีสถานะเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. และปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ในฐานะที่จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
2. เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการ ป.ป.ช. และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวหาเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้าโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้องจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาต่อศาล บัดนี้คดีถึงที่สุดแล้ว

