‘อ๋อย’ติง’ปฏิรูป-ยุทธศาสตร์’เดินหน้าช้าไป ชี้ไม่ฟัง’ความเห็นต่าง’ ทำปท.’ล้าหลัง-ไม่ทันโลก’

19.02.17 | 16:17 น.

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายหลังพรรค พท.ได้รับหนังสือเชิญให้ร่วมหารือในคณะกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป) ว่า ใน 10 ประเด็นกรอบหารือ พรรค พท.จะเน้นเรื่องการสร้างความปรองดองเป็นหลัก อาจจะพูดกว้างกว่า 10 ข้อ แต่ใน 10 ข้อมีคำถามที่เกี่ยวกับการปฏิรูปอยู่ด้วย ทำให้เห็นว่ามีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วง ที่น่ายินดีคือการที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้แสดงท่าทีพร้อมรับฟัง ให้พูดได้ไม่จำกัด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ ถือเป็นเรื่องดี ถ้าไม่ปล่อยให้การแสดงความคิดเห็นครั้งนี้พูดกันไปแล้วก็จบไปเฉยๆ แต่ให้มีกระบวนการต่อเนื่อง ก็อาจช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่าง แต่ที่น่าห่วงคือ เรื่องของคำถามปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งแตกต่างในเรื่อง ทรัพยากร พลังงาน หรือแนวความคิดการปฏิรูปในเรื่องต่างๆ มันแสดงว่ามีการรับฟังความคิดเห็นนเรื่องเหล่านี้ช้าเกินไป จริงๆ แล้วกระบวนการปฏิรูป ถ้าจะให้ได้ดีต้องรับฟังความเห็นทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ต้น คือควรทำแต่เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว พอมาพูดตอนนี้อาจช้าไปมาก และในขณะที่ความพยายามการปฏิรูปที่ทำไปแล้วของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการพยายามที่จะเขียนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ได้ทำไปมากแล้วในกระบวนการที่ไม่เปิดกว้าง และไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

“ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ มันจะเกิดการทำอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ใช่การปฏิรูป แต่จะมีผลต่อระบบโครงสร้างและกฎหมายต่างๆ จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยขาดความคล่องตัวที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งจะมีผลเสียต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเมื่อรวมกับการที่มีร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และถ้าหากการปรองดองไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ได้หาทางแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ดี ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุน ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างมาก กลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจซึมไปยาว และปรับตัวไม่ได้ด้วย” นายจาตุรนต์กล่าว


นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ ถ้าจะให้พ้นจากสภาพนี้ต้องเปิดให้มีกระบวนการที่รับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ อย่างจริงจัง ไม่ทำอะไรที่มันผูกมัด ทำให้การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยากเกินไปในอนาคต ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเสียโอกาสไปถึง 1-2 ทศวรรษกันเลย เนื่องจากขณะนี้ แนวโน้มของแม่น้ำ 5 สายจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน มันเห็นแนวโน้มได้ชัดว่า มีแนวความคิดหลักๆในทางอนุรักษ์และล้าหลัง ส่วนเรื่องที่เดินดุ่มๆไปเรื่อย คือเรื่องระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบอินเตอร์เน็ตดิจิทัลอีโคโนมี ก็กำลังจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องดิจิทัลอีโคโนมีได้เลย เพราะฉะนั้นเวลานี้ นอกจากรับฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายแล้ว ที่สำคัญยังต้อเปิดโอกาสให้คนที่เห็นต่างมากๆ และคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เห็นต่างจากแม่น้ำ 5 สายนี้ ได้มีโอกาสพูดแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ทำไปจะผูกมัดร้อยรัดกันจนแน่นหนา เนื่องจากเป็นเรื่องของระบบกฎหมาย ไม่ว่าจะการออกเป็นพระราชบัญญัติหรือการใช้มาตรา 44 มันมีผลต่อระบบกฎหมาย และบางอย่างมีผลเวลาจะแก้มันจะยาก เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า อะไรที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการปฏิรูป การแก้กฎหมายเหล่านี้จะยากกว่าปกติมาก ถ้าทำไปโดยไม่ฟังความเห็นที่แตกต่าง กลายเป็นการแช่แข็งประเทศไทยในรูปแบบล้าหลังและไม่ทันโลก