‘พิชัย’ รมว.คลัง ชู 3 วิสัยทัศน์ใหม่ ขับเศรษฐกิจไทย จุดพลังทางการเงินสู่ศูนย์กลางการเงินโลก
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน เปิดตัวโครงการศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ปีนี้เป็นปีที่กระทรวงการคลัง ครบรอบ 149 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปี 150 ปี ซึ่งบทบาทและภารกิจของกระทรวงการคลังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายใหม่ๆ มาตลอด

นายพิชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง เติบโตอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ทันสมัย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยทัดเทียมกับต่างประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในยุควิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทำให้ระบบการเงิน และภาคธนาคารไทย มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ จนมีเสถียรภาพ และสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็ง

นายพิชัยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นทั้งในด้าน ดิจิทัลแบงกิ้ง ฟินเทค ประเทศไทยได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความสะดวกสบายให้ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน และไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่มีการกำกับกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลาดทุนให้เป็นไปตามเทรนด์โลก อาทิ พันธบัตรสีเขียว พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน และกระทรวงการคลังการประสบความสำเร็จในการจดทะเบียนพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ใน Luxembourg Green Exchange (LGX) ของตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์ก

นายพิชัยกล่าวว่า ประสบการณ์เหล่านี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อม ให้ประเทศไทยมาถึงจุดที่ก้าวไปอีกขั้น จากเป็นเพียงผู้พัฒนาระบบเศรษฐกิจ และการเงินในประเทศ ไปสู่ผู้กำหนดมาตรฐานในระดับนานาชาติ ในด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน และการพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการเป็นผู้นำในการพัฒนาตลาดสำหรับตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนในระดับโลก
“จากความพร้อมของประเทศไทยและรัฐบาล รวมถึงความพร้อมของกระทรวงการคลัง และความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันนี้ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงการคลังกำหนดวิสัยทัศน์ เพื่อยกระดับการเงินของประเทศ เราจะร่วมกันผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือ Financial Hub ในระดับภูมิภาคและระดับโลก” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า กระทรวงคลัง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเริ่มกำหนดแผนเชิงกลยุทธ์ และการปฏิรูปต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ประการที่ 1 คือ การปรับปรุงโครงสร้างและแนวทางกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ ภายใต้ศูนย์กลางทางการเงินให้มีความคล่องตัว และสามารถตอบโจทย์การให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การขออนุญาต จนถึงการกำกับดูแล รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นายพิชัยกล่าวว่า ประการที่ 2 คือ การให้สิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกสำคัญบริษัท บุคลากร และครอบครัวของบุคลากรของธุรกิจที่มาตั้งอยู่ในศูนย์กลางทางการเงินแห่งนี้ สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย รวมทั้งดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์

นายพิชัยกล่าวว่า และสุดท้าย ประการที่ 3 คือ พัฒนาสภาพแวดล้อม อีโค ซิสเต็ม ให้เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรของไทย โดยส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยี สร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทด้านการเงินและเทคโนโลยีในระดับโลก
“ผมขอใช้โอกาสนี้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ อนาคตที่ยั่งยืน เราจะจุดพลังทางการเงิน Ignite Finance: Thailand’s Vision for a Global Financial Hub เปิดทางนำไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก” นายพิชัยกล่าว

