นายกฯ ลุย อิกไนต์ ไทยแลนด์ ชูไทยฮับการเงินโลก ดึงการลงทุนเข้าประเทศ
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ห้องกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ภายใต้หัวข้อ Ignite Finance: Thailand’s Vision for a Global Financial Hub เปิดทางนำไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ Ignite Thailand โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ 8 อุตสาหกรรมหลัก โดย Ignite Finance มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกว่า ต้องขอย้ำให้เห็นว่าการเป็นศูนย์กลางทางการเงินไม่ใช่สร้างประโยชน์ให้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือกลยุทธ์ที่ไทยจะดึงดูดเงินทุน ดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถ และดึงดูดองค์ความรู้ ให้เข้ามาอยู่ในประเทศ สร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของโลก และประเทศไทย ตนถือว่านโยบายนี้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุน และมีผลตอบแทนมหาศาลต่อประเทศ คุ้มค่าอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าเต็มที่

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวิสัยทัศน์ Ignite Finance: Thailand’s Vision for a Global Financial Hub เปิดทางนำไทยสู่ศูนย์กลางการเงินโลกว่า ขอเริ่มด้วยคำว่า โลกาภิวัตน์ ถ้ามองลึกลงไปจะเกิดคำว่าโอกาส เป็นการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ และโยกย้ายของวัตถุ 4 ชนิดคือ การโยกย้าย คนแรงงาน การโยกย้ายเงิน การเคลื่อนย้ายของข้อมูล และความรู้ รวมถึง สินค้าและบริการ ซึ่งวัตถุทั้ง 4 อย่างนี้มีการเคลื่อนที่อย่างอิสระ เคลื่อนไหวอย่างไร้ขอบจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ โจทย์คือดึง 4 สิ่งนี้ให้เข้ามาในประเทศไทย ผู้ชนะในเกมนี้คือประเทศที่ 4 สิ่งเหล่านี้วิ่งเข้าหา
“จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลโดยการนำของนายเศรษฐา จึงประกาศวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ขึ้น ที่จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรม การค้า และการลงทุนในหลายๆ ด้าน เพื่อดึงดูด 4 สิ่งคือ แรงงาน เงิน ข้อมูลความรู้ และสินค้าและบริการเข้าสู่ประเทศไทย นี่คือหัวใจสำคัญ ซึ่งแรงงาน เงิน ข้อมูลความรู้ และสินค้าและบริการ จะวิ่งเข้าหาประเทศที่ผลตอบแทนสูงที่สุด ประเทศที่สะดวกสบายในการทำธุรกิจมากที่สุด และวิ่งเข้าประเทศที่น่าอยู่ที่สุด” นายเผ่าภูมิกล่าว
เป็นแหล่งพักเงินภูมิภาค-โลก
นายเผ่าภูมิกล่าวอีกว่า ไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด มีประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว และมีธรรมชาติ แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเป็นประเทศที่ผลตอบแทนสูงที่สุด และประเทศที่สะดวกสบายในการทำธุรกิจมากที่สุด จึงเป็นที่มาว่าทำไมจึงต้องมี วิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน ดึงดูดการค้า ดึงดูดการลงทุน ซึ่งกระทรวงการคลังถือเป็นอีกหนึ่งกลไกของวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ของนายกฯ เรามีหน้าที่ในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในรัฐบาล เราต้องการสร้างประเทศไทยให้เป็นแหล่งพักเงินของภูมิภาค และของโลก นี่คือคีย์เวิร์ดที่สำคัญ ต้องการให้ไทยเป็นฮอตสปอตของการเงินระดับภูมิภาค และของโลก และวันนี้กระทรวงการคลังพร้อมแล้วที่จะประกาศวิสัยทัศน์ในการนำประเทศไทยให้ไปสู่ศูนย์กลางการเงินโลก หรือ Thailand Financial Center อาจจะเรียกสั้นๆ ว่า TFC
“ดังนั้น กระทรวงการคลังขอนำเสนอกุญแจสำคัญ 3 ดอก ที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินโลก คือ 1.เร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอกฎหมายธุรกิจการเงินชุดใหม่ ที่สร้างหน่วยงาน One Stop Authority ด้านการทำธุรกิจขึ้น สำหรับ 5 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจประกันภัย 2.สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ของ Ignite Finance จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกแรกที่สถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการทางการเงินเลือกที่จะมาตั้งสาขา และประกอบธุรกิจ ด้วยสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ และ 3.ระบบนิเวศแห่งอนาคต การพัฒนากรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และโปร่งใส ที่จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการทำธุรกิจทางการเงิน เหมือนที่ไทยได้ออกกฎหมายว่าด้วยการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของบุคลากร” นายเผ่าภูมิกล่าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาข้อเสนอให้ทบทวนร่างประกาศคืนกัญชาเป็นยาเสพติด ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เห็นด้วย อาจโหวตสวน ว่า เรื่องนี้ยังอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม ยังไม่เข้าสู่สภา และกับนายอนุทินพูดคุยมาโดยตลอด คิดว่าไม่มีปัญหา เป็นเรื่องปกติที่นายอนุทินจะแสดงความเห็น แต่ยืนยันว่าเราใช้เหตุผลให้มากที่สุด และฟังความรู้สึกชาวบ้านว่ามีเหตุผลหรือไม่
“เราคุยกันมาต่อเนื่องอยู่แล้ว เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น หากวันนี้มาถามผมว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าตอบไปก็จะกลายเป็นประเด็นอีก แต่ยืนยันว่าได้พูดคุยกับนายอนุทินแล้ว เรื่องนี้เข้าใจ และเห็นใจหลายส่วน เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างพรรค ในเมื่อคุยกันแล้วโดยใช้เหตุผลในกระบวนการดำเนินการ จะมาบอกว่ากระทบกระเทือนได้อย่างไร ไม่ต้องไปคิดเรื่องที่ไกลเกิน เมื่อคิดไกลเกินแล้วเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจจะกลายเป็นคนนั้นคนนี้ พูดแล้วเป็นปัญหา ขอความกรุณาเพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าได้” นายภูมิธรรมกล่าว
นายภูมิธรรมกล่าวว่า กรณีพรรคชาติไทยพัฒนาระบุว่าเกษตรกรอยากให้ใช้มาตรการชดเชยราคาข้าวไร่ละ 1,000 บาท แทนโครงการปุ๋ยคนละครึ่งนั้น ต้องแยก 2 ประเด็นออกจากกัน เรื่องเงินชดเชย 1,000 บาทต่อไร่ รวมไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 20,000 หมื่น เป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่ เพราะเป็นมาตรการแทรกแซง หรือช่วยเหลือในช่วงที่ราคาข้าวตก หากเกษตรกรขาดทุนมาตรการนี้ ก็ยังกลับมาได้อีก ยังไม่ได้ยกเลิก และเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำต่อ ดังนั้น อย่าไปคิดว่าเอาอะไรมาแทนอะไร
“ส่วนกรณีปุ๋ยคนละครึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะข้าวไทยดีมีมาตรฐาน นานาประเทศนิยม แต่มีราคาสูง เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่า รวมถึง เมล็ดพันธุ์ ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตเหมือนเวียดนาม และหลายประเทศ เมื่อต้นทุนถูกกว่าจึงขายมาตัดราคา ดังนั้น ต้องลดต้นทุน ชาวนาที่มีทุนก็ไปซื้อปุ๋ยได้เอง บางคนยังไม่มีก็แปะโป้งไว้ก่อน เหมือนเป็นการกู้นอกระบบ และคิดดอกเบี้ย เมื่อผลผลิตออกมาก็ต้องใช้คืน ทำให้เกษตรกรมีความลำบาก เราต้องช่วยเพื่อลดต้นทุนตรงนี้ให้ซื้อปุ๋ยในราคาถูก ถ้ายังไม่มีเงินก็ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพิจารณาเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ย้ำว่าเรื่องปุ๋ยคนละครึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่จะมาช่วยลดต้นทุนผลิต” นายภูมิธรรมกล่าว

