“นายกฯ” ย้ำ รัฐบาลเดินหน้า 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติ ปีมหามงคลครบ 6 รอบ 72 พรรษา “ป่า น้ำ คน” ต่อยอดโครงการพระราชดำริ “ยกระดับความเป็นอยู่ปชช. แล้วเสร็จในปี 67 เตรียมคิกออฟมอบที่ทำดิน 72,000 ไร่ เร็วๆนี้
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คุยกับเศรษฐา” ตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล ถึงการจัดทำ 10 โครงการเฉลิมพระเกียรติในนามรัฐบาล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ว่า ในภาคที่เป็นนักธุรกิจเป็นเอกชน หรือเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ติดตามข่าว ช่วงเวลา 20.00 น. จะได้ทราบว่ามีโครงการอะไรบ้าง แต่พอลงพื้นที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีหลากหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริ ได้รับทราบในเชิงลึก ทำให้เราทราบถึงความยากลำบากที่ต้องใส่ใจและใส่เงิน คิดถึงผลกระทบต่อประชาชนเชิงบวก ทั้งเรื่องปากท้อง การเปลี่ยนแปลงอาชีพ เปลี่ยนจากเรื่องถูกกฎหมายมาเป็นถูกกฎหมาย เรื่องของที่ดินทำกิน
นายเศรษฐา กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 พระองค์เสด็จลงพื้นที่เยอะมาก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นห่วงประชาชนที่มีความลำบาก ไกลความเจริญชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรต้องพึ่งพาการเกษตร ไม่ใช่การทำมาหากินเพียงอย่างเดียว การประกอบอาชีพไม่เหมือนกัน ฉะนั้นในเรื่องน้ำ การปลูกป่า ระบบสาธารณสุขและการศึกษาสามารถร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันและทำให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
นายกฯ กล่าวว่า เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม ถือเป็นโอกาสที่ดีที่พสกนิกรจะร่วมกันเฉลิมฉลองในปีมหามงคลโดยที่เราจะน้อมนำโครงการพระราชดำริต่างๆเกี่ยวกับเรื่องดิน น้ำ ป่า คน มาบรรจุเข้าไปในโครงการที่รัฐบาลทำขึ้นร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ มีการพูดคุยและคัดเลือกกว่า 600 โครงการ มาเป็น 10 โครงการหลัก ส่วนอีก 500 กว่าโครงการ ยังทำอยู่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่าน้ำคน
ในส่วนของป่า มีการยกระดับบึงหนองบอน และ Pocket Park 72 แห่ง โดยบึงหนองบอน ติดกับส่วนหลวง ร.9 รัฐบาลได้เข้าไปสำรวจและพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะใหญ่ เนื่องจากพื้นที่มีต้นไม้และสระน้ำใหญ่ พร้อมในการพัฒนาให้เป็นศูนย์สุขภาพ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับประชาชน ที่ปัจจุบันที่มีที่อยู่อาศัยคับแคบให้มีที่ผ่อนคลายและออกกำลังกาย มีสวนสาธารณะและสนามกีฬาเล็กๆให้เด็กและเยาวชนได้ออกกำลังกาย Pocket Park 72 แห่ง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการ 72 ล้านต้นพลิกฟื้นผืนป่า ที่แจกต้นกล้าในหน่วยงานต่างๆนำไปปลูกทุกจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีการทำไร่เลื่อนลอยซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขตรงนี้ควบคู่ไปกับการทำมาหากินเมื่อมีการตัดป่าก็ต้องปลูกทดแทน เพื่อให้ระบบนิเวศสมบูรณ์รักษาหน้าดินและทำให้เกิดฝนธรรมชาติ โดยผลสำเร็จที่ประชาชนจะได้รับนอกจากจะทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยังรักษาหน้าดินมีฝนตก ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมีมิติในการดูแลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำ รัฐบาลมีเป้าหมายและมีโครงการเฉลิมพระเกียรติหลายมิติ ให้ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ รัฐบาลนี้ไม่ได้โฟกัสแค่การสร้างสาธารณูปโภค เช่น สนามบินหรือแลนด์บริดจ์ อย่างเดียว แต่ทำเรื่องน้ำ หากไม่ทำจะกระทบกับประชาชน 10 ล้านคนที่พึ่งการเกษตร เรื่องนี้ถ้าทำได้จะมีมูลค่าทั้งเศรษฐกิจมโหฬาร เราจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงน้ำบริโภค มี“โครงการน้ำบาดาล แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ต้องพึ่งพาค่อนข้างมาก เช่น ที่เชียงใหม่ ลำพูน เรื่องน้ำบาดาลจะดูเรื่องสายส่ง เพราะน้ำบาดาลไม่ใช่แค่เจาะเท่านั้น แต่สายส่งเป็นเรื่องสำคัญ บางแห่งทำมาหลายปีแต่สายส่งไม่มีเรื่องนี้ราชเลขาธิการประจำพระองค์ระบุว่ายังขาดงบประมาณ เราลงทุนเจาะน้ำบาดาลไปหลายสิบล้าน แต่เสียหายหลายร้อยล้าน หากทำได้ครอบคลุมจะทำให้มีสายส่งไปที่โรงพยาบาล และโรงเรียนได้ จึงต้องทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และยังมี “โครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน” ที่จะปรับปรุงพัฒนาสายน้ำให้กับเกษตรกรและประชาชนคนไทยได้รับผลประโยชน์จากการมีน้ำอุปโภคบริโภค หรือการท่องเที่ยว ส่วนสายน้ำที่ตื้นเขิน ได้ทำการขุดลอกขยะและตะกอน เพื่อให้ระบายน้ำ เรามีการปรับปรุงทั้ง72สายน้ำ
นอกจากนั้นยังพัฒนา “10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข” เช่น คลองเปรมประชากรมีการขุดลอกคลองและเก็บขยะโดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนริมคลองมีการพัฒนาและจัดที่อยู่อาศัยให้เป็นสัดส่วน มีที่สัญจร คลองโอ่งอ่าง ทางกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ช่วยดูแลน้ำใสมีปลา และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว สมัยก่อนกรุงเทพเป็นเวนิสตะวันออก แต่ช่วงหลังก่อนที่พระองค์ท่านจะมีพระราชดำริดูแลเรื่องคลองน้ำใส คลองมีความขุ่นและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงเกิดโครงการนี้ทำให้คลองใสประชาชนริมคลองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหารเกิดขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้การเข้าไปปรับปรุงต้องสร้างความเข้าใจในการเข้าไปปรับปรุงและพัฒนา ต้องพูดคุยกับประชาชนเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะบางครั้งการมีชีวิตความเป็นอยู่ริมคลอง การที่ไปขอให้ขยับและไร้ที่อยู่ก็ต้องมีปัจจัยเรื่องเงินเข้าไปช่วยเหลือ จึงต้องทำความเข้าใจว่าหากทุกครัวเรือนร่วมมือร่วมใจการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นและมีรายได้เสริมที่ดีขึ้นด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า หัวใจของการแก้ปัญหาเรื่องน้ำอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชนทุกคน เพราะเราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้น เราเข้าใจวิถีชีวิตการดำเนินชีวิตของเขา และขอความร่วมไปภร้อมกัน เช่น การทิ้งขยะ ที่ต้องช่วยกันในระยะหลังขยะน้อยลงไปมีมีการจัดเก็บที่ดีขึ้น ทางผู้ว่าฯ กทม.ได้ใช้อุปกรณ์นำเครื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ดูดหน้าดินที่มีแก๊สไข่เน่า นำมาเข้ากระบวนการบำบัดน้ำ แยกขยะออกจากดิน และดินนำไปทำเป็นปุ๋ย น้ำกลับคืนสู่แหล่งน้ำโดยใช้เวลาการดำเนินการ 2เดือนต่อ 1 กิโลเมตร ทำให้สภาพแวดล้อมทุกอย่างดีขึ้นโดยยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในการทำงาน
นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่การลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับพัฒนาชีวิต กับโครงการในหมวดของคน จากการที่ตนลงพื้นที่พบว่าประชาชนสะท้อนปัญหาหลายเรื่อง เช่น สาธารณสุข ซึ่งเรามี โครงการยะระดับรพ.สมเด็จพระยุพราช โรงพยาบาลชุมชน เฉลิมพระเกียรติ รพ.ชัยพัฒน์เฉลิมพระเกียรติ และหน่วยบริการปฐมภูมิ 72 แห่ง เช่น จ.สระแก้ว ได่เพิ่มอุปกรณ์และต่อเติมอาคาร นอกจากนั้นยังมี “โครงการหลอมรวมใจ มอบน้ำใสสะอาดให้โรงเรียน” เนื่องจากเรื่องน้ำมีความสำคัญและค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำดื่มค่อนข้างสูงเราจึงต้องมาทำน้ำให้ใสสามารถใช้อุปโภคบริโภคให้ได้
นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะที่ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหามากและต้นทุนทำอะไรได้หลายอย่าง ขณะนี้ได้ทำงานร่วมกับกองทัพ มอบที่ดิน 72,000 ไร่ ให้กับประชาชนโดยจะ คิกออฟ ที่จ.นครพนม เป็นการพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลพยายามดูคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนพิการในการหากายอุปกรณ์ให้กับผู้พิการ 72,000 ชุด นอกจากนั้นยังดูแลและซ่อมแซมอุปกรณ์มอบรถวีลแชร์ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยกระดับคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือทุพพลภาพในบางมิติ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

นอกจากนั้นด้านการแพทย์ยังมีโครงการบริจาคโลหิต 10 ล้านซีซี ที่มีคนต้องการโลหิตจำนวนมาก ดังนั้นการที่เราเข้ามาให้เป็นเรื่องสำคัญโดยภาครัฐร่วมกับเอกชน ให้มีจิตสำนึกในตรงนี้ โดยจะเปิดบริจาคโลหิตไปจนถึงสิ้นปี 2567 โดยประชาชนสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลรัฐและสภากาชาดไทย
นายเศรษฐา กล่าวว่า รัฐบาลเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนทั้ง 10 โครงการ หรือโครงการย่อยกว่า 500 โครงการ ขอเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมและขณะนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของป่า น้ำ คน ทำให้ผู้ที่ด้อยโอกาสยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองขึ้นมาได้
“รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาต่อเนื่องใน 10 โครงการหลัก จะดำเนินการไปต่อเนื่องถึงปลายปีนี้ และในวาระอื่นๆรัฐบาลยังช่วยสนับสนุนทั้งเรื่องน้ำ เรื่องป่า และคน ต่อไป โดยน้อมนำหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานอย่างหนักลงพื้นที่และลงรายละเอียดด้วยตัวพระองค์เอง รัฐบาลได้ศึกษาและติดตามโครงการพระราชดำริต่างๆ เมื่อตนลงไปในพื้นที่ได้เข้าถึงและเข้าใจเช่น เรื่องป่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนหน่วยงานต่างๆที่อยู่ภายใต้รัฐบาล รวมทั้งและวิสาหกิจ และภาคเอกชน ให้ร่วมกันต่อยอดโครงการพระราชดำริ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้” นายเศรษฐา กล่าว

