เรื่องปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในช่วงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจเป็นอย่างมาก
และที่น่ากังวลใจที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ของผู้บริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ที่ดูจะหลบหลังประเด็นกันอยู่มาก จนน่าหวั่นใจ
และทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างสื่อ ชาวบ้าน กรมประมง และบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ถูกกล่าวหา
ผมยังไม่เห็นภาพรวมของทิศทางที่มาจากกระทรวงมหาดไทยอย่างจริงๆ จังๆ ที่จะทำให้ผู้ว่าฯรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วน
ตัวงานที่ออกมาส่วนมากเป็นงานร่วมมือกันจับ แล้วก็เอามาทำอาหารโชว์กัน
ดูรายการข่าวตามช่องต่างๆ ที่หาคอนเทนต์ที่ปลอดภัย มากกว่าข่าวการสืบสวนหาต้นตอของปัญหา
ข่าวส่วนใหญ่จึงเป็นข่าวกึ่งๆ โยนไปโยนมาว่าฝ่ายไหนว่ายังไง นักวิชาการว่ายังไง หน่วยงานภาครัฐว่ายังไง เอกชนว่ายังไง
ส่วนชาวบ้านก็เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบรายคน มากกว่าชาวบ้านที่รวมตัว หรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ยืนหยัดปล่อยข้อมูลออกมาเป็นระยะ
อาจจะเว้นแต่สื่อแบบไทยพีบีเอสที่เล่นข่าวนี้อย่างจริงจัง ขอคารวะยิ่ง
อีกหน่วยงานที่ดูจะมีปฏิกิริยาที่ฉับพลันทันที และทำให้เรื่องการระบาดของปลาหมอคางดำเป็นที่สนใจของคนเมือง นั่นก็คือ กรุงเทพมหานคร ของอาจารย์ชัชชาติ ที่เห็นภาพของการที่ตัวผู้ว่าฯลงไปทำสื่อเองและหารือร่วมกับตัว ส.ส.บางขุนเทียน ที่เกาะติดประเด็นนี้ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างน้อยจะเห็นว่าถ้าหน่วยงานระดับจังหวัดเองร่วมมือกับ ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของท้องถิ่น เราก็จะเห็นว่าอย่างน้อยทุกข์ของประชาชนก็จะได้รับการตอบสนอง ซึ่งแม้ว่าตัวการแก้ปัญหาอาจจะยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น แต่ประชาชนก็อุ่นใจว่าผู้นำทุกฟากฝ่ายเขาลงมารับรู้ทุกข์ของประชาชน
แน่นอนว่าปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำอาจจะยังแก้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่อยากให้เราตื่นตระหนกกันไปมากจนลืมไปว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้เราก็ผจญภัยกับปัญหาอย่างโรคโควิดกันมาแล้ว
บทเรียนที่สำคัญในเรื่องดังกล่าวก็คือ แม้บางทีเราจะยังมืดมนในช่วงแรก แต่สักพักใหญ่เราก็พอจะดิ้นรนเอาตัวรอดกับมันไปได้ในที่สุด
ไม่ว่าระหว่างทางจะมีบทเรียนมากมายอะไรที่เมื่อย้อนกลับไปดูแล้ว ผมคิดว่าในการแก้ปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำก็อยากให้ยึดแนวทางแบบเดิม
คือเรียนรู้กับข้อผิดพลาดในแต่ละวัน และรับฟังให้มากเข้าไว้
ไม่มีใครผูกขาดความจริงและการปัญหาทางเดียว (และอย่าลืมการสืบค้นที่มาให้เจอด้วย)
ในส่วนที่ผมอยากนำเสนอ ก็คือเรื่องของความเกี่ยวพันของเจ้าเอเลี่ยนสปีชีส์กับชีวิตเมือง ซึ่งยังไม่ใช่เรื่องที่พูดกันมากนัก เพราะอย่างเรื่องปลาหมอคางดำนี้เราก็ไปสนใจแต่เรื่องของภาพของการเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ถ้ามาดูกรณีของกรุงเทพฯเองนั้น ผมว่าจากเรื่องราวที่เราเริ่มรับรู้กัน เราจะเห็นว่าเราควรจะเข้าใจกรุงเทพฯให้มากขึ้น
ประการแรก เราก็เห็นว่าเขตรอบนอกของกรุงเทพฯยังมีประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเราอาจจะไม่ค่อยได้รับรู้ปัญหาของพวกเขาเท่าไหร่ก่อนหน้านี้ รวมทั้งไม่เข้าใจระบบนิเวศของลุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯกับพื้นที่โดยรอบ
ลองนึกสมัยที่เราแก้ปัญหาน้ำท่วมเรายังเชื่อว่าถ้ามีบิ๊กแบ๊ก หรือปิดกรุงเทพฯไว้ได้ให้น้ำไม่ท่วม ปัญหาก็จะพ้นจากตัวเรา
ประการที่สอง คนกรุงเทพฯอาจจะไม่ตระหนักว่าเรื่องของเอเลี่ยนสปีชีส์นี้อาจส่งผลต่อระบบนิเวศจนทำให้เราขาดแคลนอาหารจากท้องถิ่นอีกหลายอย่าง ซึ่งเราเองก็ไม่ค่อยได้สนใจอยู่แล้ว (ใช่ไหม) ว่าปลาต่างๆ ที่เราทานเป็นปลาจากกรุงเทพฯเองหรือไม่
ประการที่สาม เมื่อเห็นภาพที่ปลาหมอคางดำหลุดมาถึงบึงมักกะสัน มันสะท้อนปัญหาหลายอย่างใน กทม.และในประเทศเหมือนกัน ทางหนึ่งก็เห็นประชาชนมาจับปลาไปทาน
แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็เห็นว่าปลาเหล่านั้นที่เหลืออยู่ก็เสียชีวิตเพราะขาดออกซิเจน ซึ่งมันก็แสดงว่า เอาจริงๆ ปลาที่หลายคนบอกว่าทานได้ แม้หลายคนบอกว่าเนื้อไม่อร่อย บางทีกว่าจะหลุดมาถึงพื้นที่เมืองลึกขึ้นก็เจอสภาพสิ่งแวดล้อมที่แย่ และอันตรายเหมือนกัน ดังนั้น คนที่ทานปลานี่ที่จับได้ในพื้นที่ที่คุณภาพน้ำไม่ดี ก็อาจจะต้องระมัดระวังเข้าไว้เช่นกัน
ที่กล่าวมาก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นเมืองจะลดจำนวนของสัตว์และเอเลี่ยนสปีชีส์เสมอไป สมมุติไม่ใช่เรื่องเอเลี่ยนสปีชีส์ เราอาจจะพบว่าสัตว์บางชนิดเพิ่มจำนวนจากปริมาณอาหารในเมืองที่มากขึ้น เช่น กรณีของลพบุรีที่ลิงเพิ่มจำนวนจากปริมาณอาหารของเมืองที่คนบริโภค หรือหมาจรที่พึ่งพาแหล่งอาหารในเมือง
ไม่นับเรื่องของแมลงต่างๆ และหนูที่เพิ่มจำนวนตามแหล่งอาหาร
อีกอย่างที่น่าสนใจคือ งานวิจัยในบราซิลที่พบว่าสิ่งแวดล้อมในเมืองทำให้จำนวนปลาหางนกยูงในเมืองมากกว่าชนบท และมีขนาดที่ใหญ่กว่า ทั้งที่เราก็ทราบว่าสิ่งแวดล้อมในเมืองอาจจะไม่ได้ดีกว่าในพื้นที่นอกเมือง แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะมีผลบวกต่อสัตว์บางชนิดที่เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสัตว์รุกราน (invasive species) (ดูที่ P.S.Marques. Et al. 2020. Urbanization can increase the invasive potential of alien species. Journal of Ecology. 89: 10, 2345-2355.)
แต่สิ่งที่สำคัญคือ ในกรณีที่เราพูดถึงเอเลี่ยนสปีชีส์นั้น บางทีเราต้องเข้าใจด้วยว่าสัตว์บางตัวที่หลุดมา หรือถูกนำเข้ามาผิดระบบนิเวศมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเทียบกันได้หมด อย่างปลาหมอคางดำการนำเข้ามันไม่ได้มาแบบปลาสวยงามที่ปริมาณมันไม่มาก ถ้าเทียบกับความมุ่งหวังที่บางชนิดมันโผล่มาในฐานะของการนำเข้ามาในระบบอุตสาหกรรมและอาจจะจัดการไม่ชัดเจน
ส่วนการจัดการเรื่องของสัตว์และพืชที่เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่มีในเมือง เราอาจจะต้องเข้าใจว่ามันมีทั้งพืชและสัตว์ และต้องเข้าใจสภาพของเมืองเราด้วย อย่างกรณีของพืชอาจจะมาจากการที่หลุดลอดออกมาจากพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตร ไม่เหมือนกับสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลุดลอดออกมา เพราะมันไปเชื่อมโยงกับระบบของการมีการค้าสัตว์จากร้านต่างๆ (A.L.Padayachee. Et al. 2017. How do invasive species travel to and through urban environments? Biological Invasions. 19: 12, 1-14. December.)
ดังนั้น สิ่งที่ท่านผู้ว่าฯชัชชาติกังวลว่า ถ้าเรียกว่าเอเลี่ยนสปีชีส์จะทำให้คนกลัว ผมคิดว่าก็เปลี่ยนเป็น อิเวซีฟสปีชีส์ หรือ “สัตว์รุกราน” หรือ “พืชรุกราน” ซะก็ได้ เราอาจจะได้ฮึกเหิมในการเผชิญปัญหากับมัน
อีกตัวอย่างในแง่ของการปฏิบัติก็คือเรื่องของการที่เมืองจะให้ความรู้ในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และในระยะยาว ทั้งกรุงเทพฯ เทศบาล หรือ อบจ. จะสร้างระบบในการดูแล
อย่างกรณีของนครหลวงเฮลซิงกิ (Helsinki) ของประเทศฟินแลนด์ ตัวเว็บไซต์ของเมืองก็มีการระบุถึงเรื่องของเจ้าตัวรุกรานต่างๆ เอาไว้ ในหัวข้อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ (Nature conservation and biodiversity)
(ดูที่ https://www.hel.fi/en/)
โดยทางเมืองนั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของพวกเขาคือการจัดการกับผลกระทบที่เลวร้ายของเจ้าเผ่าพันธุ์ที่รุกรานเหล่านี้ต่อธรรมชาติของนครเฮลซิงกิ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในเมือง รวมทั้งการป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์ที่รุกรานเหล่านี้กระจายตัวไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ ด้วยการจัดการกับปัญหาอย่างเป็นระบบและเอาจริงเอาจัง รวมทั้งการมีระบบการจัดเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่มีการอัพเดตให้ทันสมัย รวมไปถึงการคำนึงการเคลื่อนย้ายของเผ่าพันธุ์เหล่านี้ อาทิ การอาจมาจากการเคลื่อนย้ายดินเข้ามาในเมือง
นอกจากนี้แล้วในเว็บไซต์ยังระบุว่า ในกรณีของพืชรุกรานตัวที่อันตรายที่สุดที่เจอบ่อยคือ ต้นฮอกวีด ต้น Himalayan Balsam ต้นกุหลาบญี่ปุ่น ต้นลูพิน และต้นผักไผ่น้ำขนาดใหญ่
ขณะที่สัตว์ที่เป็นสัตว์รุกรานที่ส่งผลเลวร้ายในพื้นที่ที่สุดคือ มิงก์อเมริกา จิ้งจอกแรคคูน กระต่ายยุโรป และทางสเปนซึ่งก็ตามประสาชาวสแกนดิเนเวียนก็จะต้องห้อยท้ายเอาไว้ว่าจะจัดการเจ้าสัตว์เหล่านี้โดยคำนึงถึงมิติทางด้านสวัสดิการของสัตว์
ทั้งนี้ โดยทางเมืองจะอัพเดตข้อมูลเจ้าสัตว์เหล่านี้และวิธีจัดการ อีกทั้งจะมีวันที่ให้พลเมืองร่วมใจกันในการจัดการกับพืชและสัตว์ที่รุกรานเหล่านี้
กล่าวโดยสรุปผมคิดว่าสุดท้ายระหว่างที่เรากำลังจัดการกับปลาหมอคางดำ เมืองต่างๆ ก็คงจะต้องร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลและจัดทำรายชื่อพืช สัตว์ ที่รุกราน มีฐานข้อมูลและมีคำแนะนำและให้การปรึกษาจากรัฐบาลทั้งระดับชาติและท้องถิ่นในเรื่องนี้ต่อไปครับ

