หน้าแรก การเมือง เอกชัย วอน &#...

เอกชัย วอน ‘ล้างให้หมด’ คดีการเมือง ‘เพชร’ เยาวชนคนแรกโดน 112 เผยอยู่ระหว่างอุทธรณ์

22.07.24 | 16:20 น.

เอกชัย วอน ‘ล้างให้หมด’ คดีการเมือง ‘เพชร’ เยาวชนคนแรกโดน 112 เผยอยู่ระหว่างอุทธรณ์

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เขตพระนคร กรุงเทพฯ กลุ่ม ThumbRights ร่วมกับ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดงาน เสวนา “4 ปี 18 กรกฎา : เมื่อประชาชนมารวมตัว”

บรรยากาศภายในงาน มีวงเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง รวมถึงนิทรรศการที่พาย้อนเวลาไปพบกับความหวัง ความฝันและความเจ็บปวดของเยาวชนและประชาชนซึ่งออกมาชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อย้ำเตือนถึงความคืบหน้าในการบรรลุข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก ในการชุมนุม #ม็อบ18กรกฎาคม เมื่อปี 2563 ทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยุบสภา 2.หยุดคุกคามประชาชน 3.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และสะท้อนถึงภารกิจที่ต้องสานต่อในปัจจุบัน โดยเฉพาะการผ่านร่าง พ.ร.บ.การนิรโทษกรรมประชาชน โดยรวมคดีมาตรา 112

เวลา 14.00 น. เข้าสู่การเสวนา โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่บุคคลต่างๆ ที่เคยถูกฟ้องในคดี ม.112 ได้แก่ นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, นายธนกร หรือ เพชร (สงวนนามสกุล) เยาวชนที่ถูกดําเนินคดี 112 และ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ดำเนินรายการโดย ไม้โมก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

นายเอกชัยกล่าวว่า ตนโดนคดี ม.112 จำนวน 1 คดี ตั้งแต่ปี 2554 หลังสลายชุมนุม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เนื่องจากในปี 2553 นปช.เริ่มแผ่ว มีกลุ่มเสื้อแดงหลายกลุ่ม อย่าง แดงสยาม ของ นายสุรชัย แซ่ด่าน จัดกิจกรรม ตนนำซีดีรายการ ของสำนักข่าว ABC และเอกสารจากวิกิลีกส์ ไปจำหน่ายในม็อบแดงสยาม 10 มีนาคม 2554 โดย สน.ชนะสงคราม จับกุม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนคดี ม.112 ตอนแรกยังไม่รู้ว่า ม.112 คือข้อหาอะไร คิดว่าไป สน. เสียค่าปรับแล้วกลับบ้าน แต่วันนั้นต้องอยู่ สน. ทั้งคืนจนเช้า

Advertisement

นายเอกชัยกล่าวต่อว่า ในช่วงเวลานั้น ใครที่โดนคดี ม.112 จะถูกจับ อย่างเงียบๆ ไม่มีใครกล้าพูด มี ‘มติชน’ ที่กล้า ตนถูกดำเนินคดีอย่างเงียบๆ แต่บังเอิญโชดดีที่มีคนเห็นเราจังหวะที่ถูกตำรวจจับ จึงไปแจ้งนักข่าว 2-3 ทุ่มมีนักข่าวติดต่อมาจะขอทำข่าว ตำรวจก็ตกใจว่า นักข่าวรู้ได้อย่างไร ก็ไปค้นบ้าน ยึดซีดี คอมพ์

ต่อมา มีการไปแถลงข่าวที่ บช.น.1 จากนั้น ไปยัง สน.ชนะสงคราม ฝากขังบ่าย 2 ที่ศาลอาญารัชดา ตอนนั้นเตรียมหลักทรัพย์ไม่ทัน

“มีนักข่าวประชาไท มาเยี่ยมที่เรือนจำ ผมไม่รู้จักทนายสักคน เขาก็แนะนำให้รู้จัก อานนท์ นำภา ตอนนั้นยังไม่รู้จัก ได้ใครเอาหมด โชคดีที่ประกันตัวได้เป็นเคสแรกๆ ที่คนธรรมดาประกันตัวได้ จากปกติมีแต่พวกดารา นักการเมือง ที่ได้ประกัน ตอนนั้น ทนายอานนท์ยังงงเลยว่า ทำไมเคสผมประกันตัวได้ แล้วยื่นแค่ครั้งเดียว ได้เลย” นายเอกชัยเผย

นายเอกชัยกล่าวต่อว่า ส่วนคดีที่ 2 ที่โดนคือ ม.110 เหตุการณ์ต่อเนื่องจากม็อบ 14 ต.ค. นัดเคลื่อนขบวนมาทำเนียบ แต่ถูกสกัดที่นางเลิ้ง เดินมาถึงทำเนียบ มี คฝ.ยืนสกัด สู้จนได้ลดโทษ เหลือ 2 ปี 8 เดือน

ในปี 2554 ที่ตนโดนคดี ม.112 ครั้งแรก ไม่เคยคิดเคยฝัน อยู่ดีๆ ก็เข้าคุกเลย 11 มีนาคม 2554 เป็นครั้งแรกที่เข้าเรือนจำ มีภาพในหัวว่าเรือนจำจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับที่เราคิดตอนแรก แม้จะลำบากก็จริง

“บางคนที่รู้ว่าเราโดน ม.112 ก็จะไม่ชอบหน้า ตอนทำประวัติ มีผู้คุมคนหนึ่งแสดงความไม่พอใจ พูดในลักษณะว่า รำคาญพวกเสื้อแดงที่มาจัดม็อบหน้าเรือนจำทุกวันอาทิตย์ ขวางทาง เกะกะ” นายเอกชัยกล่าว

นายเอกชัยกล่าวว่า นอกจากถูกดำเนินคดี ตนยังโดนอุ้มจากที่บ้าน ไม่นับโดนเผารถ ซึ่งเกือบจะไฟไหม้บ้าน หนักสุดคือหลังตอนที่ออกมาเคลื่อนไหว กรณี ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ ปลายปี 60 จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นหน่อย

บรรยากาศในช่วงท้าย นายเอกชัยกล่าวถึงเนื้อหาการนิรโทษกรรมทางการเมือง ว่าแทบไม่มีผลอะไร เพราะสุดท้าย คดีอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลก็จะยกฟ้องอยู่แล้ว ตอนนี้เหมือนถอยหลังยิ่งกว่าปี 2556 เข้าไปอีก

“ส่วนตัวผมว่า ล้างให้หมด รวม ม.112 ด้วย แต่ถ้าบางข้อหาไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะเปลี่ยนให้เป็นรอลงอาญา หรือลดโทษเหลือไม่เกิน 3 ปี ไม่ต้องล้างหมดก็ได้ ขอให้ลดโทษลงมา นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากขอ” นายเอกชัยกล่าว

ด้าน นายธนกร หรือเพชร กล่าวว่า ในการโดนคดีครั้งแรกมาจากการปราศรัยที่แยกวงเวียนใหญ่ มีคนบอกให้ช่วยงาน ให้ขึ้นไปพูดบนเวที เลยโดนเป็นคดีแรก ซึ่งตัดสินคดีเรียบร้อยในศาลขั้นต้นเรียบร้อย และเป็นคดีแรกในประเทศไทย ที่ตัดสินคดี 112 ของศาลเยาวชน และศาลชั้นต้นพิพากษาออกมาไม่รอลงอาญาในปี 2565 โดยได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว

ต่อมาในคดีที่ 2 ตนไปชูป้ายที่ห้างสรรพสินค้า โดยโดนฟ้องร่วมว่าอยู่ในเหตุการณ์หนึ่งในชั้นตำรวจถูกแจ้งเป็นมาตรา 116 ถัดมาจึงมาแจ้งมาตรา 112 เพิ่มในการปราศรัยที่ท่าน้ำนนท์ โดยทุกคดีตัดสินเรียบร้อยแล้ว

“ผลกระทบหลังจากโดนมาตรา 112 ในตอนที่ออกมาเคลื่อนไหวครอบครัวยังดูแลได้อยู่ โดยฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดี พอเราโตขึ้นการรับผิดชอบชีวิตก็ต้องเยอะขึ้น นักกิจกรรมส่วนมากไม่สามารถทำงานประจำได้อยู่แล้ว สิ่งที่ชัดที่สุด ในปี 2566 ที่ไปสืบพยานคดีหนึ่ง เดือนเดียว 12 วัน รายได้ตอนนั้นคือไม่ได้เลย เราขาดความมั่นคงของชีวิตไป และไม่ได้ไปเรียนด้วย บางเดือนก็ขึ้นศาล 7-8 วันต่อเดือน จึงใช้ชีวิตไม่เหมือนคนปกติ ด้วยความโทษค่อนข้างสูงเราก็ต้องไปฟังในทุกครั้งๆ” นายธนกรกล่าว

นายธนกรกล่าวว่า ปัจจุบันการตัดสินคดีความ เสร็จสิ้นเกือบหมดทุกคดีความแล้ว เหลือคดีเดียวที่ยังยื่นอุทธรณ์อยู่ เหลือแต่รายงานตัวตามกระบวนการของศาลเด็กและเยาวชนทุก 2-3 เดือน ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว

“การเป็นเยาวชน ก็เป็นสิ่งที่โดนครอบครัวกดดัน เวลามาศาลพ่อก็มาด้วยทุกวัน โดนตำรวจตามถึงบ้านบ้าง เราก็ต้องออกมาเพื่อความสบายใจของครอบครัว

ในข้อเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ ข้อในเรื่องของการเขียนรัฐธรรมนูญ เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเราควรแก้กฎหมายได้ทุกข้อ” นายธนกรทิ้งท้าย