‘กัณวีร์’ ระบุ ‘ป้ายโฆษณาขายพาสปอร์ต’ แสดงอำนาจเหิมเกริม จี้จัดการธุรกิจจีนเทาดำ ทำผิดกม.กลางกรุง

23.07.24 | 13:40 น.

‘กัณวีร์’ ระบุ ‘ป้ายโฆษณาขายพาสปอร์ต’ แสดงอำนาจเหิมเกริม จี้รัฐไทย จัดการกลุ่มธุรกิจจีนเทาดำ ทำผิดกฎหมายกลางกรุง

วันที่ 23 กรกฎาคม นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวถึงกรณีมีการขึ้นป้ายโฆษณาเป็นภาษาจีนกลางแยกห้วยขวางให้บริการซื้อขายพาสปอร์ตย้ายประเทศ แม้จะมีการปลดป้ายออกไปแล้ว แต่มีการวิจารณ์และเรียกร้องให้ตรวจสอบว่าทำได้หรือไม่ โดยนายกัณวีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนถึงความเหิมเกริมของธุรกิจจีนเทาดำที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำไมประเทศไทยจึงตกอยู่ในสภาพนี้

“พูดถึงธุรกิจสีเทาสีดำที่มีผลกระทบกับไทยก็คงต้องเป็นธุรกิจที่มาจากประเทศจีนนั่นเอง แต่ขอให้ทุกคนแยกให้ออกนะครับว่าผมพูดถึงคนที่ทำธุรกิจ ที่เป็นคนไม่ดี และมาจากประเทศจีน มิใช่ไปว่าประเทศจีนเหมารวมทั้งหมดว่าไม่ดี เราต้องแยกกันให้ออกเสียก่อน”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องรู้ตัวได้แล้วว่าธุรกิจเทาดำ เข้ามามีอิทธิพลตั้งแต่ธุรกิจการล่อลวงคนมาทำงานในบ่อน/คาสิโนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ แสกมเมอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน 3 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าให้เห็นโดยเฉพาะในประเทศเมียนมา ซึ่งเราคงไม่ก้าวล่วงไปประเทศเพื่อนบ้านว่าเค้าตั้งถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร หากแต่การมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคนไทยและประเทศไทย เราคงยอมมิได้

“ทั้งการล่อลวงให้ไปทำงานที่ไม่ตรงปก และขบวนการนำพานำคนเข้ามาทั้งผ่านไทยและออกจากไทย ไม่ว่าเหยื่อจะยินยอมให้นำพาหรือไม่ สุดท้ายจบที่ขบวนค้ามนุษย์และมีเหยื่อที่ตกหลุมพรางวงจรอุบาทว์นี้เป็นหลักหมื่น ที่มาจากเกือบร้อยสัญชาติ หลายคนยอมจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อหนีออกมาจากความอำมหิตของขบวนการนำพา หลายคนอยากจ่ายแต่ไม่มีเงิน หลายคนสามารถกลับไปพบญาติได้ แต่หลายคนก็หายสาบสูญเช่นกัน”

Advertisement

นายกัณวีร์ ระบุว่า เงินเทาดำมหาศาลเหล่านี้ได้ถูกนำพาเข้ามาในไทยแล้วฟอกด้วยธุรกิจถูกกฎหมายอย่างน่าฉงนว่าทำไมเงินมากมายขนาดนั้นถึงไม่มีการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินอย่างถี่ถ้วนว่าเงินนั้นมาจากไหน เมื่อปี 2565 ก็มีการทลายและจับกุมกลุ่ม 5 มังกรจีนเทาที่เป็นข่าวใหญ่โต แต่ทำไมมันไม่จบ

“ดูเหมือนเส้นทางการเงินระหว่างธุรกิจจีนเทาดำนี้จะบรรจบกันทั้งจากนอกประเทศและในประเทศไทย และยิ่งนานวันมันยิ่งขยายตัวและดูจะไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองใครๆ ใดๆ ทั้งนั้น วันนี้ตกใจที่มีข่าวเห็นป้ายประกาศเป็นภาษาจีนใหญ่โตมโหฬารตรงรัชดากลางกรุงที่ถือเป็นใจกลางของคนจีนว่าสามารถซื้อพาสปอร์ตประเทศต่างๆ เพื่อมาขอสัญชาติไทยได้ ราคาก็แล้วแต่ประเทศไป”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า เป็นไปได้เหรอที่ป้ายเหล่านั้นมาติดตั้ง แต่ที่น่าตกใจคือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข่าวว่า “ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ประเทศอื่นๆ เขาก็ทำกัน” ซึ่งตนเองเห็นว่า ผิดกฎหมาย เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และ หลอกลวงคนอื่นให้เข้าใจว่าสามารถช่วยเหลือในการได้มาซึ่งสัญชาติไทยได้

“นี่มันเหิมเกริมถึงขั้นเข้ามานิ่มๆ แล้วขายสัญชาติไทยให้คนจีน (เพราะเขียนเป็นภาษาจีน) กันอย่างเอิกเกริกในใจกลางหัวใจของ กทม. ที่มีสถานเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทยตั้งอยู่ มันมากเกินไปครับ อธิปไตยของไทยถูกย่ำยี แล้วเรายังมานั่งเฉยบอกว่าไม่ผิดกฎหมายไม่ได้”

นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า อีกไม่นานเราอาจจะกลายเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจทั้งผิดและถูกกฎหมายด้วยการฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว นี่ยังไม่รวมถึงเส้นทางสายไหม (One Belt One Road) ที่เป็นกับดับหลุมพรางหนี้ทางการทูต (Debt Trap Diplomacy) ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะผ่านชุมพรและระนองด้วยเงิน 1.1 ล้านล้านบาทด้วย

‘แต่ครั้งนี้ขอพูดแต่เรื่องจีนเทาดำนี่ก่อน ทำไมทั้งๆ ที่จับตู้ห่าวและแก๊งค์ 5 มังกรจีนเทาได้หลายคนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เส้นทางการเงินมันจะสืบไม่ได้เลยเหรอว่าเงินมันเดินทางไหน ?? บ่อนหรือของผิดกฎหมายในไทยนั่นผมไม่กังวล แต่กังวลที่มันเอามาฟอกขาวแล้วเอากลับไปทำเทาและดำใหม่ แล้วกลับมาฟอกอีกนี่แหละที่สำคัญครับ รวมทั้ง ธนาคารในไทยทั้ง 5 ที่มีข่าวและถูกเชิญจาก กมธ.ความมั่นคงของสภาผู้แทนฯ มาชี้แจงเรื่องการสนับสนุนกิจการทางทหารในเมียนมา ลองคิดให้ดีครับมันปะติดปะต่อกันได้หมด”

นายกัณวีร์ ยืนยันว่า จะต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะอธิปไตยไทยถูกละเมิดอย่างแนบเนียน หรือหากเป็นการยินยอมโดยสมัครใจยิ่งเลวร้ายกว่าเก่าและต้องมีผู้รับผิดชอบ