หมายเหตุ…ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ร่วมเสวนาหัวข้อ ส.ว.ชุดใหม่ 200 คน กติกาพัง ความหวัง และอนาคต จัดโดยมติชน ที่กองบรรณาธิการมติชนทีวี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม
รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ขอตั้งข้อสังเกตการเลือกประธานวุฒิสภาว่า ดูจากตัวเลขเป็นการลงคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อน ถือว่าน่าตกใจ เพราะโดยปกติ โอกาสที่ ส.ว.จะรวมเป็นกลุ่มก้อนทันทีจะไม่ค่อยเกิดขึ้น ดังนั้นสังคมจึงจับตาว่ามีพลังทางการเมืองอยู่ข้างหลัง โดยเฉพาะสีนํ้าเงิน และจากเดิมที่เราประเมินว่าสีน้ำเงินจะมี ส.ว.อยู่ 120 คน แต่ปรากฏว่าในการโหวตเลือกประธานวุฒิสภา มีคะแนนเสียง 150 คน แสดงว่าเริ่มมีการเก็บตก ดึงเข้าก๊วนเพิ่มขึ้น จึงทำให้ภาพความเป็นอิสระของ ส.ว.ชุดนี้ ดูไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจ แต่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองตั้งแต่วันแรก ส่วนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการโหวตกฎหมายสำคัญต่างๆ มองว่าขึ้นอยู่ในมือของกลุ่ม 150 คนนี้ว่าเขาจะไปทางไหน เป็นการกดปุ่มที่แม้จะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ก็เพียงพอสำหรับทุกอย่างที่ต้องการทำ
หากจะวิเคราะห์ถึงผลการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ประเมินตัวเลข ส.ว.ของฝ่ายสีนํ้าเงินว่ามีอย่างน้อย 150 คนที่จะไม่แตกแถว ส่วนกลุ่มพันธุ์ใหม่ ประเมินว่าอย่างน้อยที่สุดมี 15 คน และหากดูจากคะแนนเลือกประธานวุฒิสภา ต้องวิเคราะห์ดูว่าคะแนนของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เป็นคะแนนของใคร เป็นการแย่งคะแนนจากกลุ่มใคร มองว่าเป็นการแย่งจากคะแนนของนายมงคล สุระสัจจะ เนื่องจาก นพ.เปรมศักดิ์เคยเป็นอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ส่วนคะแนนการเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ก็ต้องดูว่าคะแนนของนายนพดล อินนา เคยเป็นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเช่นกัน ดึงมาจากคะแนนของใคร มองว่าเป็นการดึงคะแนนมาจาก พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ประมาณ 23 คะแนน และจากนายแล ดิลกวิทยรัตน์ 4 คะแนน ส่วนคะแนนการเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 นายบุญส่ง น้อยโสภณ ได้คะแนนเต็มจำนวนกลุ่ม 167 คะแนน เพราะไม่มีคนมาดึงคะแนน และยืนยันว่าจะไม่มีทางได้ถึงหากสีนํ้าเงินไม่กดปุ่มเทให้
ภาพรวมของ ส.ว.ชุดนี้มีความแตกต่างจากวุฒิสภาชุดที่แล้ว ไม่มีการโหวตที่ยกมือเหมือนกันหมด ทำให้รู้สึกพอมีความหวัง แต่ต้องอย่าประเมินฝั่ง 150 เสียงตํ่า เพราะเป็นเสียงที่มีเอกภาพสูงมาก และจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างในวุฒิสภา ไม่ว่าจะโหวตเรื่องอะไร กลุ่มนี้จะเป็นตัวหลักในการตัดสินใจ และขอให้จับตาดูการเลือกประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่างๆ ว่ากลุ่มดังกล่าวจะมีนํ้าใจหรือไม่ ส.ว.จะไม่เหมือนกับ ส.ส.ที่แบ่ง กมธ.ตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค เพราะ ส.ว.ไม่มีพรรค อยู่ที่ กมธ.แต่ละชุดว่าจะโหวตใครเป็นประธาน ดังนั้น มีคำแนะนำถึงกลุ่ม ส.ว.พันธุ์ใหม่ หากอยากได้ประธาน กมธ.ชุดใดชุดหนึ่ง ก็ควรไปอยู่ที่เดียวกันให้หมด หากกระจายกันไปอยู่ในชุดต่างๆ ก็จะไม่ได้ประธาน กมธ.เลยแม้แต่ชุดเดียว นอกจากนี้ ผมขอเสนอท่าทีของกลุ่ม ส.ว.พันธุ์ใหม่ ว่าควรเป็นท่าทีปรับเข้าหากัน ทุกคนเป็น ส.ว.เหมือนกัน ไม่ใช่ใครเป็นฝั่งประชาธิปไตยหรือไม่ ทุกคนต้องเป็นเนื้อเดียวกัน อย่าใช้ท่าทีว่าฉันเป็นคนดี พวกเธอเป็นผู้ร้าย หากทำเช่นนั้น ท้ายที่สุดคุณจะถูกเขี่ยออกจากระบบทั้งหมด
ยังคงยืนยันว่า ส.ว.ชุด 200 คนดีกว่า สว.ชุด 250 คนแน่นอน เพราะของเดิมมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ที่คิดเหมือนกันหมด แม้ชุดเดิมจะมีข้อดีอย่างเดียว คือได้คนที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถในภาคราชการ แต่แทบไม่มีความเป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อ ส.ว.ชุดใหม่มีความหลากหลายมากขึ้น ก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิม แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตํ่ากว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง
ส่วนกติกาการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ด้วยว่าหากยังไม่มีการแก้ไขกติกาการเลือก ส.ว.ในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. หาก กกต.ยังคงใช้ระเบียบการเลือก ส.ว.แบบปัจจุบัน มองว่าแย่มาก กกต.ควรเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าภายใต้การออกระเบียบลักษณะนี้ไม่เข้าท่าเลย ทั้งวิธีการรับสมัคร การกำหนดว่าใครอยู่กลุ่มอะไร การตรวจสอบคุณสมบัติ การแนะนําตัว การปล่อยให้มีการฮั้วกัน กกต.ควรจะต้องเรียนรู้ ไม่ใช่ว่าพอเลือก ส.ว.จบ ทุกอย่างเรียบร้อยดี รอบหน้าทำแบบเดิมเพราะเชี่ยวชาญแล้ว แต่ต้องคิดในการปรับปรุงว่าการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มีจุดอ่อนอะไรบ้าง นอกจากนี้ ตัว พ.ร.ป.ที่เกี่ยวกับการเลือก ส.ว. ยังมีหลายอย่างที่แตกย่อยมาจากรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้อง เช่นการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ก็ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ระบุใน พ.ร.ป. ดังนั้น มองว่าควรเอาระบบการเลือกกันเองออกจาก พ.ร.ป. หรือไม่ก็ต้องแก้ในระดับรัฐธรรมนูญ
พรรณิการ์ วานิช
แกนนำคณะก้าวหน้า
การเลือกประธานวุฒิสภา หากจะดูถึงเฉดสีและอุดมการณ์ของ ส.ว. คิดว่านี่ยังไม่ใช่ภาพที่ชัด แต่ต้องดูในการโหวตกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ หากดูจากรูปแบบคะแนนเสียง คิดว่าสีนํ้าเงินไม่ได้มี ส.ว.ถึง 150 คน เพราะคะแนนเกาะกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 130 คน และมีอยู่ประมาณ 30 คนที่ลื่นไหลในการโหวตตามสถานการณ์และความชอบส่วนตัว แม้อาจจะมีเรื่องผลประโยชน์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตจากคะแนนของนายบุญส่งที่ได้ 167 เสียง เป็นคะแนนมากที่สุด แม้นายบุญส่งจะประกาศตัวเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นสีนํ้าเงิน แต่สามารถไปพูดคุยกับทุกกลุ่มได้ จึงหมายความว่าสีนํ้าเงินยอมถอย ไม่เอาหมด อย่างไรก็ตาม แม้จะมองว่ากลุ่ม 130 คนจะเบ็ดเสร็จ แต่ในหลายอย่าง เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้ ส.ว. 70 คน หมายความว่า กลุ่มอิสระ 30-40 คน อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงผล แต่ก็อย่าดีใจ เพราะสีน้ำเงินก็สามารถดีลได้ และหากมีกระแสสังคมกดดัน หรือมีฉันทามติจากประชาชน ก็จะเกิดความหวั่นไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่ ส.ว.ชุดที่แล้วไม่มี ส่วนกลุ่ม ส.ว.ประชาชน ประเมินว่ายังอยู่ที่ 18-19 คน
แม้ ส.ว.ชุดนี้จะไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว จนทำให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมือง น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังมีความสำคัญในเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นแก่นกลางความชั่วร้ายในการเมืองไทย คณะก้าวหน้าจึงเข้ามาสู่สนามการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ โดยหวังจะมี ส.ว.สัก 70 คน ในการโหวตเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อได้มาเท่านี้ เป็นการหมดหวังเลยหรือไม่ มองว่าไม่เลย หากสมมุติพรรคก้าวไกลยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีการเตรียมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้แล้วหลายเรื่อง อย่างเช่นเสนอให้มีกลไกป้องกันการรัฐประหาร ก็อยากทราบว่าต่อให้เป็น ส.ว.สีนํ้าเงิน จะเอาอะไรมาโหวตค้าน หากค้านแล้วจะอธิบายสังคมอย่างไร หรือหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หากพรรคเพื่อไทยต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ พรรคเพื่อไทยก็ต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถใช้เสียง ส.ว.สีนํ้าเงินโหวตให้ได้
ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หากวิเคราะห์การเลือก ส.ว.และประธานวุฒิสภา เมื่อย้อนกลับไปตอนรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 เห็นการเป็นพรรคเด่นพรรคเดียวของพรรคไทยรักไทย ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้สังคมและชนชั้นนำกลัวการที่มีพรรคใหญ่ครอบงำ หรือการรวบอำนาจ กินรวบทางการเมือง การออกแบบกติกาการได้มา ส.ว.ในลักษณะนี้ เป็นความพยายามลดอิทธิพลของพรรคการเมือง และลดการกินรวบ แต่หากดูตามสื่อโซเชียลมีเดีย จะรู้สึกว่าประชาชนค่อนข้างผิดหวัง ทั้งในแง่กระบวนที่ได้มาซึ่ง ส.ว.ผิดเพี้ยน แปลกประหลาดมากที่สุดในโลก หรือการพูดถึงเรื่องคุณภาพ และการเป็นอิสระของ ส.ว. แต่ในแง่หนึ่ง พื้นที่ของการเมืองทำให้เห็นว่าไม่มีใครกินรวบ และมองว่า ส.ว.สีน้ำเงินไม่ได้มีมากถึง 150 คน เพราะเมื่อดูจากการโหวตเลือกประธานวุฒิสภา เห็นมีหลายสีมาก ทั้งสีเหลือง สีเขียว สีส้ม สีแดง สีขาว ดังนั้น หากมองภาพใหญ่ เราจะเห็นการแบ่งแชร์อำนาจ ซึ่งในมุมมองของชนชั้นนำ นี่คือดุลยภาพใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
นอกจาก ส.ว.จะแบ่งเป็นหลายสีแล้ว สิ่งที่ชัดเจนมาก คือการแบ่งเป็น 2 ฝั่งหลักๆ คือฝั่งฝ่ายค้านและฝั่งรัฐบาล และหลังจากนี้เราจะเห็นปฏิบัติการทางการเมืองที่ค่อนข้างจะออกมาเป็นในลักษณะดังกล่าว เราเห็นถึงแพครวมกัน การแบ่งข้างทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง มีนัยสำคัญเหมือนฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลประกอบด้วยหลายพรรค แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่า ส.ว.ไม่ควรเกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่เราก็ยังเห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจน ทั้งนี้ ในการเลือกประธานวุฒิสภาที่ผ่านมาเป็นเพียงเบื้องต้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการโหวตกฎหมายสำคัญของ ส.ว.ในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาหน้าไหน รวมถึงบทบาทการรับรององค์กรอิสระ แม้ว่า ส.ว.จะไม่ได้เลือกโดยตรง แต่เป็นการรังรองคนที่ได้รับการคัดเลือกของคณะกรรมการ แต่ ส.ว.ก็สามารถขวางคนที่รู้สึกว่าจริตไม่ตรง อุดมการณ์ไม่ได้ เคยมีตัวอย่างให้เห็นจาก ส.ว.ชุดที่แล้วที่ คสช.เป็นคนเลือก เคยไม่รับรองผู้ที่ถูกเสนอเป็นประธานศาลปกครองสูงสุด ด้วยเหตุผลเพราะไปร่วมงานแต่งงาน แม้จะเป็นคนที่มีคุณภาพและความสามารถ และยังเคยตีกลับผู้ที่ถูกเสนอให้เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดถึง 2 ครั้ง เพราะเคยถ่ายรูปกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในภาพรวม อย่างน้อยยังเห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของ ส.ว.ชุดนี้ หากเป็น ส.ว.ชุดที่แล้วที่ คสช.เลือก ประธานวุฒิสภาอาจจะได้คะแนนเสียง 199 คนไปแล้ว แต่ ส.ว.ชุดนี้มีความเป็นกลุ่มพวก มีความเป็นอิสระ มีฝ่ายประชาชน ในการโหวตครั้งต่อไปเราจะเห็นภาพได้ชัดขึ้น รวมไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 ถ้าดูจากคะแนนเสียงในการเลือกประธานวุฒิสภา อาจจะทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทาย แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ หากมองในแง่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นฉันทามติ ยังมีความหวังภายใต้ความรู้สึกอึดอัด และความขับข้องใจ ต่อกระบวนการได้มาของ ส.ว.
แม้ว่า ส.ว.ค่ายสีนํ้าเงินจะเยอะ ส่วนหนึ่งจัดตั้งมาตั้งแต่ระดับอำเภอ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เข้ามาในระดับอำเภอและจังหวัด ด้วยเงินและพลังของตัวเอง แต่เมื่อเข้ามาสู่ระดับประเทศ กลับไม่มีใครรู้จัก จึงจำเป็นต้องมาอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ สีน้ำเงินมีการบริหารเครือข่าย โดยการให้รางวัลของคนที่อยู่ใต้องคาพยพ จัดที่จัดทางเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง อบจ. รวมถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ในอนาคต ดังนั้นจะตีคลุมไม่ได้ว่าสีนํ้าเงินสามารถสั่งได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เรากลัวเกินกว่าเหตุ ส่วนกรณีที่มีคนวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนที่ใส่ริสต์แบนด์สีขาวเป็นคนของฝั่งพรรคเพื่อไทย มองว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ใช้ปฏิบัติการนี้ เพราะ ส.ว.ไม่ได้มีอำนาจมากมายที่พรรคเพื่อไทยอยากจะครอบงำ รวมถึงในพรรคตอนนี้เองก็ยังไม่มีศักยภาพที่จะจัดตั้งคน
ดังนั้นเป็นภาพของ ส.ว.รัฐบาลมากกว่า สีนํ้าเงินกับสีแดงคงจะไปตกลงกันในแต่ละเรื่อง เช่นการแก้รัฐธรรมนูญ หากพรรคเพื่อไทยต้องการจะผลักดัน ก็ต้องขอความร่วมมือจากฝั่งสีนํ้าเงิน เพื่อให้ ส.ว.รับรอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นฉันทามติแล้ว แต่ยังมีจุดปะทะที่สำคัญ คือ หมวดหนึ่งและหมวดสอง ฝั่งรัฐบาลคงจะบอกว่าไม่แตะ ฝั่ง ส.ว.พันธุ์ใหม่ก็คงจะมีความเห็นต่าง แต่เมื่อฝั่ง ส.ว.พันธุ์ใหม่มีไม่ถึง 70 คน ก็จะทำให้ความเห็นเทไปทางฝั่งรัฐบาล

