หน้าแรก การเมือง ก้าวไกล จี้ แ...

ก้าวไกล จี้ แก้น้ำมันแพง หวั่งกองทุนน้ำมันล้มละลาย พีระพันธุ์ วอนสภาผ่านกม. ช่วยให้ราคาถูกลง

25.07.24 | 13:31 น.

“ส.ส.ก้าวไกล” จี้ “รมว.พลังงาน” หามาตรการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ชี้กองทุนน้ำมันแบกรับส่วนต่างด้านราคาสุ่มเสี่ยงล้มละลาย -แก้ค่าไฟแพง กล้าขอพรรคร่วมรบ.ใช้งบกลางหรือไม่ ด้าน “พีระพันธุ์” วอนสภาฯช่วยผ่านกม.กองทุนน้ำมัน เพื่อให้ราคาถูกลง ส่วนค่าไฟประชาชนพอใจหน่วยละ 4.18 บาท

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถาม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและ รมว.พลังงาน ถึงราคาน้ำมันแพง ที่ประชาชนต้องจ่ายแพง ถ้าเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละเกือบ 40 บาท น้ำมันดีเซล ลิตรละ 33 บาท ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินเสียงก่นด่าของประชาชนว่าราคาน้ำมันแพงขนาดนี้พวกเขารับไม่ไหว ล่าสุดที่รัฐออกมาตรการมาตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่รัฐมีมาตรการมาช่วยกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซินหรือไม่ รวมถึงมาตรการที่ออกมากำลังสร้างผลกระทบเชิงลบในระยะยาว

นายศุภโชติกล่าวต่อว่า จึงอยากถามว่า รมว.พลังงานไม่มีมาตรการที่ดีกว่านี้แล้วหรืออย่างไร เพราะตนเห็นว่าท่านกำลังทำแบบเดิมๆ ที่ให้กองทุนน้ำมันเข้ามาแบกรับส่วนต่างทางด้านราคา และตอนนี้กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.1 แสนล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่สุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลายเป็นอย่างยิ่ง โดยที่กองทุนไม่มีแผนการชำระหนี้ หรือที่จะมีการลดภาษีสรรพสามิต ท่านทราบหรือไม่ เพราะกรมสรรพสามิตรายงานว่า 9 เดือนที่ผ่านมาเก็บรายได้พลาดเป้าไปแล้ว 6 หมื่นล้านบาท มาจากภาษีน้ำมันอย่างเดียว 2.5 หมื่นล้านบาท ถ้ายังจะใช้กลไกเดิมลดภาษีสรรพสามิตแบบนี้ประเทศก็จะเก็บรายได้ได้น้อยลง จึงอยากให้ถามพรรคร่วมรัฐบาลว่าถ้าเก็บรายได้น้อยลงแล้วเงินที่จะใช้กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะพอหรือไม่ จึงอยากถาม รมว.พลังงานว่านอกจากกลไกอย่างกองทุน หรือการลดภาษีสรรพสามิตแล้ว มีมาตรการหรือวิธีการอื่นอย่างไรที่จะช่วยลดราคาน้ำมันอย่างไร และมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซิน โดยเฉพาะผู้ใช้มอเตอร์ไซค์อย่างไร

ด้านนายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ความห่วงใยที่สมาชิกพูดถึงไม่ได้ต่างจากที่ตนเป็นห่วงเลย ก่อนหน้าที่ตนจะมาเป็น รมว.พลังงานก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป ไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อตนมาเป็น รมว.พลังงาน ตนก็เห็นปัญหาต่างๆ ที่เป็นประเด็นมาถึงวันนี้ รวมถึงภาระของกองทุนน้ำมัน ไม่เคยมีใครคิดจะแก้ปัญหาเลยถึงต้องเป็นแบบนี้ เพราะกฎเกณฑ์กติกาที่ใช้มากว่า 40 ปี โดยที่ไม่มีใครคิดจะปรับปรุงแก้ไข จึงใช้แต่เงินกองทุนน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เนื้อน้ำมันทุกประเทศเหมือนกันหมด แต่ราคาที่ขายหน้าปั๊มแต่ละประเทศที่ต่างกันอยู่ที่รัฐบาล และวิธีการจัดการที่สำคัญคือการเก็บภาษีจากรัฐบาล จึงทำให้ราคาปลายทางต่างกัน แต่ประเทศไทยพิเศษกว่าประเทศอื่นเพราะในอดีตที่ผ่านมาราคาแก๊สโซฮอล์ ที่เอาเอทานอลผสมกับไบโอดีเซล ถูกกว่าน้ำมัน นโยบายเพื่อช่วยเกษตรกร โดยเอามาผสมกับน้ำมันเพื่อให้น้ำมันถูกลง และวันนี้นโยบายดังกล่าวก็ยังอยู่ แต่ปัจจุบันราคาเอทานอลผสมกับไบโอดีเซล แพงกว่าน้ำมัน ทำให้เราต้องเอาของที่แพงกว่าน้ำมันมาผสมกับของที่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นเนื้อน้ำมันของเราราคาประมาณลิตรละ 21 บาทกว่า เพราะมีสองส่วนนี้มาผสม

Advertisement

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องภาษี ถ้าเราจะช่วยประชาชนก็ต้องเก็บพอสมควร แต่ถ้าต้องการหารายได้เข้ารัฐก็ต้องเก็บมาก ซึ่งสวนทางกัน ดังนั้นจะทำอย่างไรถึงจะอยู่ในความพอดี ปัจจุบันมี 3 ประเทศที่เก็บภาษีสรรพสามิต ไทยเก็บ 5.99 บาท สิงคโปร์ 5.54 บาท เวียดนาม 1.70 บาท แต่รายได้ประชากรต่อหัวต่างกัน และของไทยยังมีภาษีบำรุงท้องถิ่นอีก 60 สตางค์ รวมทั้งยังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน เมื่อผู้ค้าน้ำมันจ่ายภาษีตรงนี้ แล้วเอาไปขายให้ปั๊มน้ำมัน ก็โดนภาษีอีกรอบ ระบบภาษีของเราทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาษีสองต่อ ตรงนี้ทำให้ราคาเพิ่มมาอีกเกือบ 20 บาท จึงทำให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ราคาเกือบลิตร 40 บาท ส่วนดีเซลถ้าไม่ตรึงราคาก็ไม่ใช่ลิตรละ 33 บาท ตนจึงไม่คิดว่าการใช้เงินมายันน้ำมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติประชาชนก็ต้องแบกรับภาระ จึงต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาอะไร ตนจึงกำลังแก้ไขกฎหมายกองทุนน้ำมันมาใหม่ เพื่อให้รู้ต้นทุนน้ำมัน เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระมากเกินไป และรัฐมีรายได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาขอให้ช่วยให้ผ่านด้วย

นายศุภโชติถามถึงค่าไฟแพงว่าสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บอกว่าค่าไฟมีสิทธิจะขึ้นไปถึง 4.60 บาทต่อหน่วย หรือแย่ที่สุด 6 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ค่าไฟจริงๆ ต้นทุนอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย การที่ กกพ.เรียกเก็บ 4.60 บาท เป็นอย่างน้อย เพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้จากมาตรการจากมาตรการในอดีตที่รัฐใช้ ด้วยการให้การไฟฟ้าผ่านผลิตและ ปตท.แบกรับหนี้ก้อนนี้เอาไว้ จนปัจจุบันหนี้ใกล้เคียงกับกองทุนน้ำมันแสนกว่าล้านบาท แต่รัฐบาลยังไม่มีมติชำระหนี้ก่อนนี้ เพื่อตรึงค่าไฟอยู่ที่ 4.18 บาท หากในอนาคตยังใช้กลไกแบบเดิมหนี้ก็จะขยายไปถึง 2 แสนล้านบาทได้ จึงอยากถามว่าจะเอาอย่างไรก็หนี้เก่าและหนี้ใหม่ในอนาคต จึงขอเสนอให้กล้าคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่าจำเป็นหรือยังที่ต้องตั้งงบกลางเพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชน แทนที่จะเอาเงินไปทำดิจิทัลวอลเล็ต เอามาลดค่าไฟดีกว่า อย่าให้เอางบกลางไปทำนโยบายของพรรคเขาเพียงพรรคเดียว ถ้าพรรคใหญ่ไม่ให้ใช้งบกลาง ท่านก็ต้องคุยกับนายทุนพลังงาน เจ้าของโรงไฟฟ้า ที่ขายไฟฟ้าไม่เป็นธรรมกับประชาชน

นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ปัญหาของไฟฟ้าคือสัญญาที่ทำกันก่อนที่ตนจะมาเป็นรัฐมนตรี ปัจจุบันได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวกับดูสัญญาต่างๆ ว่าจะสามารถปรับแก้อย่างไรได้บ้าง ส่วนเรื่องภาระของการไฟฟ้า เป็นหน่วยงานของรัฐไม่จำเป็นต้องหากำไรมาแบ่งปันให้ผู้ถือหุ้น แต่ต้องมีเงินน้ำส่งกระทรวงการคลัง แต่ต้องดูแลประชาชนไม่ให้แบกภาระ ซึ่งราคาค่าไฟ 4.18 บาท ในงวดปัจจุบัน ตนคิดว่าประชาชนก็พอใจ แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ในงวด 4.18 บาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีเงินไปใช้หนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท งวดต่อไปอีกประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท และจากนี้ที่มีการพูดคุยกันการไฟฟ้าฯและ ปตท. คิดว่าสามารถดูแลต่อไปได้เพื่อให้ประชาชนไม่ลำบาก จึงไม่ต้องเป็นห่วง แต่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาค่าไฟถูกลง