หมายเหตุ – นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2567 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม
เผ่าภูมิ โรจนสกุล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ณ เดือนกรกฎาคม กระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ปี 2567 ขยายตัว 2.7% เพิ่มจากก่อนหน้าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.4% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 2.2-3.2% มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยกระทรวงการคลังปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 36 ล้านคน จากเดิมคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 35.7 ล้านคน ส่วนรายจ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น 47,000 บาทต่อคนต่อทริป จากเดิมอยู่ที่ 43,743 บาทเท่านั้น หลังรัฐบาลมีมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือวีซ่าฟรี เพิ่มเป็น 93 ประเทศ ให้เวลาพำนักเป็น 60 วัน ทำให้นักท่องเที่ยวอยู่นานกว่าเดิม ซึ่งช่วยดันรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิม คาดไว้ที่ 1.23 ล้านล้านบาท เป็น 1.69 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเห็นสัญญาณที่ดีของภาคส่งออก ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ 2.3% หลังประเทศคู่ค้าไทย อย่างสหรัฐ ยูโรโซน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3.2% เมื่อประเทศเหล่านี้มีเงินเพิ่มขึ้น จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกสูงขึ้นตามไปด้วย
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวที่ 4.5% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.6% หลังรายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ผลจากการที่รัฐบาลมีการอัดฉีดมาตรการด้านการคลัง และมาตรการด้านสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท ที่จะใส่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าการคาดการณ์ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจสวนทางกับความรู้สึกของคนบางส่วนที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะตัวเค หรือ K-Shape ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่ทั่วถึง ดังนั้น รัฐบาลต้องการทำให้ดีกว่านี้ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชนในประเทศ
ทั้งนี้ ตัวเลขทั้งหมดยังไม่รวมตัวเลขผลกระทบจากที่คาดว่าจะได้จากโครงการเงินดิจิทัลวอตเล็ต 10,000 บาท โดยกระทรวงการคลังประเมินเบื้องต้น หากมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวได้ 1.2-1.8% และอาจจะหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ถึง 3% ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของเงิน เงื่อนไขโครงการและจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการด้วย อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมผลของมาตรการซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท ของธนาคารออมสิน มาตรการทางภาษีที่จะดึงดูดการลงทุน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลที่จะมาเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มด้วย

พรชัย ฐีระเวช
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
เศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดขยายตัวที่ 2.7% เพิ่มจากปี 2566 ที่ขยายตัว 1.9% โดยได้แรงสนับสนุนจากภาคบริการ การท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง
โดยพบว่าช่วงไตรมาส 2 ของปี 2567 เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณดีขึ้น สะท้อนได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงขยายตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาส และนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวในปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 36 ล้านคนส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือวีซ่าฟรี เพิ่มเป็น 93 ประเทศ/ดินแดน ระยะเวลาพำนักไม่เกิน 60 วัน ส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 4.5% ต่อปี มีช่วงคาดการณ์ 4.0-5.0% การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.6% ต่อปี มีช่วงคาดการณ์ที่ 3.1-4.1% สำหรับการส่งออกสินค้าจะขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี มีช่วงคาดการณ์ที่ 2.2-3.2% ขยายตัวได้ในไตรมาส 2 แล้ว และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจะขยายตัวที่ 3.1% ต่อปี มีช่วงคาดการณ์ที่ 2.6-3.6% โดยเฉพาะสินค้าทุนที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการลงทุนภาคเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ผลประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลประมาณการเศรษฐกิจไทย ณ เมษายน 2567 ที่ 2.4% เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การส่งออกสินค้ามีสัญญาณขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าสำคัญคาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.2% 2.จำนวนและรายได้ที่ได้รับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศสูงกว่าที่คาดการณ์ สะท้อนผลตอบรับที่ดีจากมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวของภาครัฐ และ 3.การเบิกจ่ายภาครัฐที่ดีกว่าที่คาดการณ์จากการเตรียมความพร้อมเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ และมีทิศทางเร่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงท้ายของปีงบประมาณ 2567
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศอยู่ในระดับมั่นคง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.6% ต่อปี มีช่วงคาดการณ์ที่ 0.1-1.1% ตามการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าอาหารบางกลุ่ม อีกทั้งราคาสินค้าในหมวดพลังงานที่ลดลงจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบริการมีแนวโน้มจะเกินดุลตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2567 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 11.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.4% ของจีดีพี
ผลประมาณการนี้ไม่ได้นับรวมผลที่คาดว่าจะได้รับในระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินเบื้องต้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 หากพิจารณาเฉพาะโครงการจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 1.2-1.8% ตลอดทั้งโครงการ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของเงิน เงื่อนไขโครงการ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้รับสิทธิเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่างๆ ที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป เช่น สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา และความกังวลเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้ เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์หลังมีการซ้อมรบของกองทัพเรือจีนและรัสเซียในบริเวณดังกล่าว
2.ความผันผวนของตลาดการเงินโลกจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าหลักและปัญหาสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป 3.ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ 4.การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศจีนจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และ 5.ปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่จะบั่นทอนการใช้จ่ายในระยะต่อไป
สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2567 ได้แก่ 1.การใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายลงทุนที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายในทุกหน่วยงาน 2.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่น และ 3.การเร่งรัดการลงทุนของโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว
ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ 8 ด้าน ภายใต้กรอบนโยบาย Ignite Thailand ของรัฐบาล โดยการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางในหลายๆ ด้าน ด้วยการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม กระทรวงการคลังได้จัดโครงการศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ภายใต้หัวข้อ Ignite Finance: Thailand’s Vision for a Global Financial Hub เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงินโลก จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป การสนับสนุนประเด็นที่สำคัญเหล่านี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง ก้าวสู่การเป็นผู้นำในเวทีระดับภูมิภาคในอนาคต

