หมายเหตุ – ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท จำนวน 6 มาตรา ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ ที่มี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมกับข้อสังเกตของคณะ กมธ.วิสามัญฯ จำนวน 9 ข้อ โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรบรรจุระเบียบวาระเพื่อพิจารณา วาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้
บันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
หลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เป็นจำนวนไม่เกิน 122,000,000,000 บาท
เหตุผล 1.โดยที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อันเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้ จึงต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 122,000,000,000 บาท
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน 122,000,000,000 บาท จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
2.ประมาณการเงินที่พึงได้มาสำหรับจ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ดังนี้
(1) ภาษีและรายได้อื่น โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บรายได้ที่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ในประมาณการ จำนวน 10,000,000,000 บาท
(2) เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 112,000,000,000 บาท
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 พ.ศ. …”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 122,000,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่จะระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมงบกลาง ให้ตั้งเป็นจำนวน 122,000,000,000 บาท
จำแนกดังนี้ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ 122,000,000,000 บาท
มาตรา 5 ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย
มาตรา 6 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว เห็นว่าควรมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ดังนี้
1.ข้อสังเกตในการเก็บข้อมูลระบบ Payment Platform ในการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต และโครงการอื่นใดในอนาคต ควรมีการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาคำนวณ Fiscal Multiplier MPC (Marginal Propensity to Consume) และอัตราการหมุนของเงิน (Velocity of Money) และควรระบุเงื่อนไขการเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ใน TOR ด้วย
2.การกำหนดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนต่อรายจ่ายประจำ การกำหนดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนต่อรายจ่ายประจำเห็นควรให้สำนักงบประมาณพิจารณาการกำหนดนิยาม “รายจ่ายลงทุน” ให้มีรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
3.ประเด็นการกำหนด Negative List เพื่อให้การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงสุด การกำหนดรายการสินค้าที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินตามโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (Negative List) ควรขยายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการไทยมากที่สุด และควรนำข้อมูลโครงสร้างการผลิต สัดส่วนปัจจัยการผลิตในประเทศและต่างประเทศมาพิจารณา
4.การศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบด้านการแข่งขันทางการค้า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายที่ส่งผลต่อการแข่งขันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 จึงควรให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หรือสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า) เข้ามามีส่วนร่วม ให้คำปรึกษา และประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่จะใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ โดยเฉพาะในด้านที่จะกระทบต่อการแข่งขันในตลาดค้าปลีกค้าส่ง ทั้งภาพรวมของตลาดระดับประเทศและระดับพื้นที่ เนื่องจากตลาดค้าปลีกค้าส่งในปัจจุบันมีการกระจุกตัวค่อนข้างสูง
5.ประเด็นมาตรการในการกำกับดูแลเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ ควรมีการประชาสัมพันธ์การกระทำที่เข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เพื่อเป็นการป้องกันการกระทำความผิด และควรมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม กรณีที่มีการพบเห็นการกระทำความผิดในการใช้เงินตามโครงการดังกล่าว โดยมีช่องทางที่ประชาชนสามารถติดต่อได้โดยสะดวก
6.ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รัฐควรจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเปิดเผยมาตรการดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และควรให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลการกำหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต
7.ประเด็นการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการส่งข้อมูลการซื้อขาย ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ข้อมูลการซื้อขายระหว่างประชาชนกับร้านค้า หรือร้านค้าที่เกิดขึ้นในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะไม่ได้ถูกส่งตรงไปยังกรมสรรพากร แต่หากมีกฎหมายอื่นที่กำหนดให้มีการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินแก่สรรพากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสถาบันการเงินก็จะต้องดำเนินการส่งข้อมูลตามกฎหมายนั้น
8.ประเด็นการส่งเสริมให้ประชาชนนำเงินไปประกอบกิจการ รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน การเข้าถึงแหล่งเงินลงทุน และให้คำปรึกษาเรื่องการประกอบกิจการ ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนที่ประสงค์จะนำเงินจากโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ไปรวมตัวกันเพื่อประกอบกิจการสามารถดำเนินการได้โดยสะดวก
9.ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญมาพร้อมกับรายงานนี้ด้วยแล้ว
ผลการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้สภาผู้แทนราษฎร ตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร 0503/14039 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างรอบด้านตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีกรรมาธิการสงวนความเห็น จำนวน 7 คน คือ
1.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 2.นายนพณัฐ มีรักษา 3.นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ 4.นายภัณฑิล น่วมเจิม 5.นายวีระ ธีระภัทรานนท์ 6.รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร 7.นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผู้เสนอคำแปรญัตติ จำนวน 22 คน คือ
1.นายเกียรติคุณ ต้นยาง 2.นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ 3.น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ 4.น.ส.ปวิตราจิตตกิจ
5.น.ส.นิตยา มีศรี 6.น.ส.แอนศิริ วลัยกนก 7.นายเอกราช อุดมอำนวย 8.นายวรภพ วิริยะโรจน์
9.นายชัชวาล แพทยาไทย 10.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ 11.นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ 12.นายจุติ ไกรฤกษ์
13.นายณรงเดช อุฬารกุล 14.นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ 15.น.ส.รักชนก ศรีนอก 16.นายปรีติ เจริญศิลป์
17.นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ 18.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ19.น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ 20.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
21.นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ 22.น.ส.ชุติมา คชพันธ์

