เมืองวิทยาศาสตร์พลเมืองและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ
ในฐานะของคนที่ไม่ชอบทานปลาเข้าไปด้วยแล้ว การนั่งดูข่าวปลาหมอคางดำทุกวันนี้บั่นทอนจิตใจผมมากกว่าเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีก
แต่ยังมีข้อดีอยู่ประการหนึ่งในเรื่องของวิกฤตปลาหมอคางดำในช่วงนี้ นั่นก็คือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพียงแค่ประชาชนตื่นตัวและสื่อให้ความสนใจเท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงความรู้ในสังคมที่มีต่อเรื่องของวิกฤตปลาหมอคางดำ ซึ่งเมื่อรับฟังความเห็นจากหลายทางแล้ว เอาเข้าจริงความหวังในการแก้ปัญหานั้นอาจจะพอมีอย่างเป็นรูปธรรมกว่าเรื่องวิกฤตในเรื่องอื่นๆ ที่สังคมไทยเคยเผชิญมา
อย่างน้อยในชั่วชีวิตผมเนี่ย ผ่านเรื่องหวัดนกมา เรื่องฝุ่นนรก และเรื่องโควิด
หวัดนกนี่น่าจะแก้ไม่ยากที่สุดเพราะว่าไม่ต้องจับผิดใคร ส่วนฝุ่นนรกนี่คือลูบหน้าปะจมูก แต่ก็มีประเด็นเป็นฤดูกาล
ส่วนโควิดนี่ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น (แม้ว่าวันนี้จะหาต้นตอไม่ได้ว่ามาจาก ห้องทดลอง หรือตลาดสัตว์ป่า)
เรื่องวิกฤตปลาหมอคางดำนี้ เอาเข้าจริงประชาชนมีความเข้าใจ และส่งเสียงมานานแล้ว แต่สื่อเพิ่งมาตีข่าวให้ใหญ่ และที่สำคัญในชุมชนนักวิชาการ ชาวบ้าน และประชาสังคมก็รับรู้เรื่องราวมาตลอด
เอาเข้าจริงในวันนี้ติดเรื่องว่าเอกชนที่ถูกกล่าวหา และระบบราชการที่ควรจะต้องรับผิดชอบ ยังไม่เข้ามาร่วมรับผิดอย่างชัดเจน
พูดง่ายๆ ก็คือสังคมต้องการเรื่องความพร้อมรับผิดให้มีความชัดเจน
เพราะในการแก้ปัญหา ถ้ารัฐและเอกชนที่ถูกกล่าวหาเข้ามาร่วมในช่วงนี้โดยจอยคำถามสังคมได้อย่างไม่ชัดเจน คำถาม ข้อสงสัย และความเคลือบแคลงใจต่อสององค์กรนั้นก็จะติดตัวไปในกระบวนการร่วมแก้ปัญหานั่นแหละครับ
ในส่วนที่ผมสนใจในเรื่องนี้ ผมคิดว่าพอจะนำเสนอมิติการแก้ปัญหาระยะกลางและยาวในเรื่องของปลาหมอคางดำสักเล็กน้อย เพราะคิดว่าความรู้ความเข้าใจของประชาชนพลเมืองที่มีต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็นรากฐานสำคัญต่อการตระหนักถึง และเข้าใจความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะในระดับเมือง ซึ่งเราอาจจะเข้าใจว่าเมืองนั้นห่างไกลจากธรรมชาติ และเข้ามาแทนที่ธรรมชาติ
ทั้งที่ในความจริงนั้น เมืองนั้นก็ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติทั้งที่เข้ามารุกรานธรรมชาติอยู่เสียบ่อย และปัญหาส่วนใหญ่ก็คือการสร้างเมืองในยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะยุคอุตสาหกรรมและภาคบริการในช่วงแรก ไม่ได้คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากนัก
แถมยังสร้างความปลอมเปลือกผ่านโครงการต่างๆ ที่เป็นเรื่องของการสร้างสวนสาธารณะแบบ “จัดสวน” และปลูกต้นไม้มากกว่าสร้าง “ระบบนิเวศวิทยา” ที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองอย่างแท้จริง
นั่นคือความหลงลืมและไม่เข้าใจว่าพื้นที่สีเขียว และพื้นที่ว่าง นั้นไม่เท่ากับพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ
แถมยังไปสมาทานความเชื่อจากตัวชี้วัดง่ายๆ ว่าพื้นที่สีเขียวดีต่อสุขภาพ โดยวัดง่ายๆ ว่าพื้นที่สีเขียวคือสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบนิเวศวิทยา ทางน้ำ และพืชพรรณและสัตว์พื้นถิ่น
แต่สนใจสวนประเภทสิบห้านาที พื้นที่วิ่ง มากกว่าการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพ
ทั้งที่ผังน้ำของกรุงเทพฯก็มี
หรือการแปรเปลี่ยนความคิดจากสวนสิบห้านาทีเป็นการสร้างระบบนิเวศวิทยาและความหลากหลายชีวภาพที่เชื่อมต่อกันทั้งเมืองเป็นโครงข่าย ไม่ต่างจากถนน สายไฟ ท่อน้ำ
แต่เป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายทางชีววิทยา เพื่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศ ที่กระรอกสามารถวิ่งได้ทั้งเมือง ประชาชนและสิ่งมีชีวิตอื่นสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั้งเมือง ไม่ใช่มองสวนสาธารณะเป็นเพียงสิ่งที่ต้องมีเหมือนป้ายรถเมล์ทั้งที่ระบบชีวิตเชื่อมต่อกันไม่ได้
เรียกว่าเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้ายังมองธรรมชาติเมืองเป็นแค่บริการตามจุด มากกว่าการเข้าใจระบบนิเวศของเมืองที่ต่อกัน
ก่อนจะเข้าใจการออกแบบเมือง หรือสนใจแต่เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสร้างสรร ก็คงต้องเข้าใจรากฐานของเมือง ไม่เช่นนั้นความยั่งยืน และการฟื้นสภาพของเมืองก็จะทำได้ยาก
แต่ที่พูดนี้อาจจะยาก ดังนั้น การทำเข้าใจในระดับนโยบายและโครงการที่สำคัญนั้นก็อาจจะต้องเพิ่มเติมสองมิติเข้ามาเพิ่มเติม ก็คือ เรื่องของการส่งเสริมองค์ความรู้และการปฏิบัติในเรื่องของ “วิทยาศาสตร์ของพลเมือง” (citizen science) และการส่งเสริมให้เกิดพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ โดยจัดตั้งในระดับมหานคร และเมืองต่างๆ เสริมเข้าไป
การทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์พลเมือง หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมของสาธารณะ หรือคนที่อยู่นอกชุมชนวิทยาศาสตร์แบบเดิม (คือนักวิจัย และอาจารย์ในห้องทดลอง) ในการเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าแค่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือนันทนาการ ในแง่นี้หมายถึงผู้คนและชุมชนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการแสวงหาความรู้และทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการรวบรวมข้อมูล ร่วมทดลอง หรือสร้างความรู้และประโยชน์ในความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ชีววิทยา ดาราศาสตร์ ฯลฯ
นอกเหนือจากการช่วยเก็บข้อมูลหรือสร้างความก้าวหน้าทางความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์แล้ว วิทยาศาสตร์พลเมืองยังเกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา รวมทั้งการระบุปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แนวคิดเหล่านี้ทำให้การมีส่วนร่วมในเมืองนั้นไม่ใช่มีแต่เรื่องของการเมือง และเศรษฐกิจสังคม แต่สามารถใช้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้เป็นสื่อกลางในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างสำนึกการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะในชุมชนเมือง และมีผลต่อการร่วมกำหนดการตัดสินใจในปัญหาและนโยบายสาธารณะได้ดีขึ้น เพราะมีการเก็บข้อมูลจากประชาชนเองร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เอาไว้ต่อรองและสร้างบทสนทนาสาธารณะกับโครงสร้างการกำหนดนโยบายสาธารณะของเมืองที่มักวนกับเรื่องของการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษา และการใช้วิธีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแต่มักจะพบว่าประชาชนอาจจะขาดชุดความรู้ที่เป็นระบบในการต่อสู้ และคัดง้างกับการพยายามตัดสินใจของรัฐบาล
อีกอย่าง เรามักจะมีแนวโน้มที่จะสร้างพลเมืองให้เป็นมนุษย์ที่พึ่งพาเทคโนโลยี ผ่านระบบเมืองอัจฉริยะ มากกว่าเรื่องของการที่ทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ทางวิทยาศาสตร์ และรวมตัวกันกำหนดชีวิตของเขาผ่านสำนึกเรื่องของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
ย้ำว่าการเข้าใจธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญในการเข้าใจเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกทำให้เข้าใจว่าธรรมชาติเท่ากับพื้นที่สีเขียวที่ถูกประดิษฐ์ และอยู่ในรูปแบบของสวนที่ร่มรื่น เพราะมองแค่ว่าพื้นที่สีเขียวนั้นจะต้องรองรับความพึงใจของเราเท่านั้น อาจไม่ได้เข้าใจระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของเมืองเลย
ดังนั้น โครงการที่ควรจะมีก็คือการส่งเสริมให้เกิดการสร้าง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (museum of natural history) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนคิดในบ้านเราเท่าไหร่
ทั้งที่ในเมืองใหญ่ของโลกนั้นมีแนวคิดนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว
แต่ของบ้านเราเมื่อเข้าใจประวัติศาสตร์ก็จะสนใจแต่เรื่องของประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่ไม่ค่อยเชื่อมต่อความเข้าใจของธรรมชาติกับวิถีชีวิตและความก้าวหน้าของมนุษย์ชาติ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ในบ้านเรามักจะเน้นไปที่การเอาของสะสมมานำเสนอ มากกว่าเรื่องของการสร้างระบบความเข้าใจของสรรพสิ่งที่ในยุคสมัยเดียวกัน
หรือแม้กระทั่งสวนสัตว์เอง ก็เพิ่งจะเปลี่ยนมาไม่นานนี้ ที่เริ่มเปลี่ยนจากการเอากรงสัตว์ที่เชื่อว่าชนิดเดียวกันมาวางเรียงกัน
มาสู่การสร้างบรรยากาศให้เห็นว่า ในภูมิประเทศแบบหนึ่งมีสัตว์ชนิดใดอยู่ด้วยกันบ้าง
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาตินี้ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่เคยมีมา เพราะมักจะไปสนใจเรื่องเทคโนโลยีและมักให้ความสำคัญของความเป็นสากลสูง ดูแล้วเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนวิทยาศาสตร์โลก แต่ไม่ค่อยมีเนื้อหาของท้องถิ่น
หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เดิมที่เป็นเรื่องของชุดของการสะสมจากส่วนตัว หรือของสถาบันการศึกษา มากกว่าการเน้นให้ความรู้อย่างเป็นระบบของการเข้าใจระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชื่อมโยงของท้องถิ่นและภูมิภาค (ซึ่งส่วนหนึ่งของต่างประเทศบางทีความเข้าใจเรื่องโลกนั้นไม่ได้มาจากสำนึกโลกาภิวัตน์ แต่อาจจะมาจากรากฐานของการเป็นระบบอาณานิคมมาก่อน)
ในโลกตะวันตกนั้น แนวคิดการสร้างและเปิดพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาตินั้นมีมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่สิบหก ในนครซูริก และต่อมาในศตวรรษที่สิบเจ็ดในมหานครปารีส แม้ว่าในช่วงแรกจะไม่ได้ให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะเป็นเรื่องการสะสมของบุคคล และชุมชนวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงอย่างจำกัด จนกระทั่งปลายศตวรรษที่สิบเจ็ดที่อังกฤษจึงมีการเปิดให้สาธารณะเป็นครั้งแรกที่ Ashmolean Museum จากการเปิดของสะสมของคุณ Ashmole ที่ให้กับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
จากนั้นในศตวรรษที่ 18 แนวคิดการสร้างพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาอย่างเป็นระบบขึ้นในอาคารของราชการ และ มหาวิทยาลัย โดยเอาสิ่งที่สะสมเอาไว้มาจัดแสดงให้สาธารณชนเข้าชม แต่มักจะถูกจัดในแบบ taxonomy คือ อนุกรมวิธาน เช่น ผีเสื้อก็มีแต่ผีเสื้อ ปลาก็มีแต่ปลา ไม่ใช่ระบบที่สิ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกัน และความเกี่ยวพันกับมนษย์
ซึ่งเป็นความเข้าใจในยุคหลังแล้ว
ในปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในโลกที่เป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยา เช่น American Museum of Natural History ในมหานครนิวยอร์ก National Museum of Natural History ของสถาบันสมิธโซเนี่ยน ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี. Museum of Natural History ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด The Natural History Museum มหานครลอนดอน และ Museum of Natural History ของเมืองคลีฟแลนด์
ดังนั้น โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาของไทยซึ่งกรุงเทพฯที่เป็นเมืองหลวงควรจะมีความพร้อมที่สุด ควรจะเป็นต้นแบบของการสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนในเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับความเข้าใจระบบธรรมชาติและความเป็นมาของมหานครแห่งนี้ รวมทั้งความเข้าใจภูมิภาคภาคกลางอย่างน้อยที่สุด และเพิ่มความเข้าใจส่วนอื่นของประเทศมากขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองใหญ่เมืองเล็กให้ความสนใจสิ่งเหล่านี้ในทุกๆ เมือง โดยจะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา และส่งเสริมให้ประชาชนมีสำนึกและความรู้รวมทั้งเสริมสร้างการมีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พลเมืองเพิ่มขึ้น เช่น การสร้างนิทรรศการพิเศษเรื่อง สัตว์รุกราน เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องน้ำท่วม เรื่องแมลง และงู หรือแม้กระทั่งสัตว์จรต่างๆ
พื้นที่เหล่านี้จะทำให้เด็ก เยาวชน และคนทั่วไปในเมืองมีความรู้เรื่องธรรมชาติด้วย ไม่ใช่มีแค่เรื่องของการไปออกกำลังกาย และวิ่งในสวน หรือฟังดนตรี ดูหนังในสวนเท่านั้น แต่ขาดความรู้ในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และไม่สามารถเข้าใจว่าการกำหนดโครงการ นโยบาย และยุทธศาสตร์เมืองนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิต ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร
และชี้ให้เห็นว่าพวกเราล้วนเปราะบางจากความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและการขาดความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น และความแตกต่างหลากหลายเช่น จนรวย ก็อาจจะมีผลต่อการดำรงชีวิตท่ามกลาง
ความเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ไม่เท่ากันด้วยซ้ำ เช่น เรื่องของโลกร้อน เมืองร้อน การใช้เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ
ถ้าบริษัทต่างๆ อยากสมทบทุนและเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานคร และสถาบันการศึกษามากมายในมหานครแห่งนี้ แนวคิดนี้อาจจะเริ่มก่อตัวขึ้นได้ และเป็นตัวแบบที่ดีในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ใหม่ที่ส่งเสริมงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมให้พลเมืองมีความเข้าใจและพัฒนาวิทยาศาสตร์พลเมืองได้เพิ่มขึ้นด้วยครับ
ไม่ใช่ว่าเด็กไทยจะรู้และพึ่งพาทุกอย่างผ่านเทคโนโลยี และระบบเอไอ ใช้ชีวิตในตึกสูงและโหยหาสวนสาธารณะไว้ออกกำลังกายกับมีกิจกรรมทางสังคม โดยไม่เข้าใจรากฐานธรรมชาติใดๆ แล้วจะเข้าใจระบบเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และระบบเกษตรของชนบทได้เลย รวมทั้งไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกในด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการฟื้นสภาพสักเท่าไหร่

