●…ว่ากันว่า “สิงหาคม” ความเป็นไปของประเทศจะเข้าสู่การจัดระเบียบใหม่ ด้วยจะชัดเจนขึ้นในหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดคือ “ทักษิณ ชินวัตร” พ้น “บ่วงคดี” มีอิสระในการเข้ามาช่วยงานการเมือง แม้ในฐานะผู้เคยต้องโทษส่งผลให้ “มีตำแหน่ง” อะไรไม่ได้ แต่ภารกิจที่เจ้าตัวถือว่าได้รับมอบหมายคือ “กลับมาก็วิกฤตประเทศ” ไม่เพียง “บ้านจันทร์ส่องหล้า” จะเป็น “ศูนย์กลาง” แต่การเดินสายเพื่อสร้าง “เครือข่ายฐานเสียง” จะทวีความคึกคักขึ้น
●…มีวาทกรรมหนึ่งใน “เพื่อไทย” คือ “คนรุ่นเก่ายังมีความสำคัญ แต่หมดเวลาแล้ว” หมายถึงต่อไปนี้ “การแสดงหน้าฉาก จะเป็นบทบาทของหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่” ที่จัดทีมกันไว้เรียบร้อย แน่นอนมี “อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร” อยู่หัวขบวน มันสมองและตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ “ป๋อม-ปรีชาพล พงษ์พานิช” ส่วนรุ่น “ลุง ป้า น้า อา” ถูกวางให้เป็น “หน่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง” แม้จะเข้าใจดีว่า “ธรรมชาติของนักการเมือง คือต้องการตำแหน่งในอำนาจ” แต่เชื่อว่า “ทักษิณ” จะยังมีบารมีพอประคองให้ “ลูกสาว” ผ่านจุดเปลี่ยนเที่ยวนี้ได้อย่างราบรื่น
●…เพราะโจทย์ “เลือกตั้งเที่ยวหน้า” จะต้องช่วงชิงชัยชนะอย่างเอาเป็นเอาตายกับ “ก้าวไกล” และบทสรุปของคำตอบคือต้องเปลี่ยน “เพื่อไทย” ให้เป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นความคิดของ “ทักษิณ ชินวัตร” หลัง “เพื่อไทย” พ่ายเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่อุปสรรคใหญ่อยู่ที่ “ความได้เปรียบเชิงอุดมการณ์” เปลี่ยนไป เพราะมีความจำเป็นต้อง “เคลียร์ในเงื่อนไขที่ปฏิเสธไม่ได้” และเมื่อการ “สร้างผลงานเพื่อเป็นจุดขาย” ยังทุลักทุเล “ยุทธศาสตร์สร้างคนรุ่นใหม่บนฐานระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่” จึงเกิดขึ้น ทางหนึ่ง “อุ๊งอิ๊งสร้างทีมรุ่นใหม่” แต่อีกทาง “ทักษิณ” ต้องแสดงบารมีให้ “คนรุ่นเก่ายังยอมรับ”
●…แม้ดูไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก จากการจัดการกับ “ครอบครัวอยู่บำรุง” อย่างชัดเจนในท่าทีของ “เยื่อใย” แต่หากติดตามความคิดที่เกิดขึ้นใน “นักการเมืองคนเก่าๆ ที่ผูกพันกันมาก่อน” บทบาทของ “เฉลิม อยู่บำรุง” ที่ก่อนหน้านั้นนับเป็น “ขุนพลคนหนึ่งที่ทุ่มเทลงพื้นที่ช่วยเพื่อนพ้องน้องพี่หาเสียง” จะบอกว่ามีกลางน้ำเสียงที่กระทั่ง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยังบุ่มบ่ามในการตอบโต้ไม่ได้ เพราะเรื่องของ “น้ำใจ” นั้น มักสะเทือนอารมณ์มากกว่า “เหตุผล”
●…สำหรับ “สิงหาคม” ของ “ก้าวไกล” คือรับผลจาก “คดียุบพรรค” ซึ่ง “7 สิงหาฯ” รู้กัน ทุกฝ่ายทั้งคนในพรรคและนอกพรรค มองเห็นในทางเดียวกัน “ยุบหรือไม่ยุบ” ไม่มีผลต่อ “ความเป็นพรรค” เชื่อด้วยซ้ำว่าหาก “ยุบ” จะเป็น “สปริงบอร์ด” เพิ่มพลังช่วยกันสานฝันมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า นักวิเคราะห์ถึงขนาด “ทุบโต๊ะ” กันว่าประชาชนจะร่วมสร้าง “แลนด์สไลด์” เหมือนที่เคยออกให้เห็นมาแล้วตอน “พรรคของประชาชน” อย่าง “ไทยรักไทย” หรือ “พลังประชาชน” ถูกทำลาย เพียงแต่ปรากฏการณ์นี้หากเกิดกับ “อนาคตใหม่” แล้วมา “ก้าวไกล” จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะบทเรียนจาก “เพื่อไทย” จะถูก “พรรคที่สร้างขึ้นมาใหม่” ตีความอย่างเข้มข้น ว่าระหว่าง “ยอมจำนน” กับ “สู้หัวชนฝา” ประชาชนส่วนใหญ่ให้ราคากับพรรคที่เลือกแบบไหนมากกว่า
●…ยังชัยชนะถล่มทลาย เข้ายึดครอง “วุฒิสภา” เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สถานะของ “ภูมิใจไทย” ในเชิงการต่อรองอำนาจ “ขลัง” ขึ้นไปอีกขั้น ในการเมืองแบบ “ประชาชนเลือกโดยตรง” อาจจะเป็น “พรรคขนาดกลาง” แต่เมื่อรวมความการเมืองทั้งระบบแล้ว ทั้งที่ “เปิดเผย และลึกลับ” แล้ว ย่อมถือเป็น “พรรคขนาดใหญ่” ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางการเมืองสูงเสียยิ่งกว่า “พรรคอื่น” หากจะมีนักวิเคราะห์บางคนทุบโต๊ะว่า “เป็นอำนาจเหนือกว่าอย่างแท้จริง” การหาเหตุผลมาโต้แย้ง ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย
●…เรื่องใหญ่ที่จะสตาร์ตจริงจังใน “สิงหาคม” อีกเรื่องคือ “ดิจิทัล วอลเล็ต” จะแจก “10,000 บาทให้ 45 ล้านคน” ไปจับจ่าย “กระตุ้นกำลังซื้อ” เป็น “มาตรการแห่งความหวัง” ว่าจะฟื้นฟูศรัทธาประชาชนให้ยังหนักแน่นใน “ความเชื่อมั่น” ต่อ “เพื่อไทย” ได้ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรทุกฝ่ายโดยเฉพาะ “นักการเมืองฝ่ายค้าน” จับจ้องตาไม่กะพริบว่า “450,000 ล้านบาท” ที่เทลงไป จะส่งผลอย่างไรต่อ “ความเหลื่อมล้ำ” จะลดลงเพราะ “เงินหมุนหลายรอบในหมู่คนเล็ก รายน้อย” หรือขยายถ่างขึ้นเพราะ “ถูกดูดจากระบบผูกขาดของคนใหญ่ รายยักษ์” อย่างรวดเร็ว
ชโลทร






