หน้าแรก การเมือง ก้าวไกลห่วง ร...

ก้าวไกลห่วง รบ.ใช้งบเพิ่มเติม’67 ทำดิจิทัลวอลเล็ต จะผิด กม. อาจกระตุ้น ศก.ต่ำกว่าที่คิด

29.07.24 | 13:12 น.

‘ก้าวไกล’ ห่วง 3 ข้อ ‘รัฐบาล’ ใช้งบเพิ่มเติม’67 ทำ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ย้ำอาจเสี่ยงผิด กม.-ความตั้งใจกระตุ้น ศก.ได้ผลน้อยลง


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 พ.ศ. … วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเติมเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ในวันที่ 31 กรกฎาคม ฝ่ายค้านยังติดใจจะแปรญัตติในประเด็นใดบ้างว่า มีหลายประเด็น แต่หลักๆ จะเป็นเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เม็ดเงินที่พบว่าหลายสถาบันของรัฐเอง เช่น กระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ต่างบอกว่าผลตอบแทนของโครงการนี้ต่ำกว่าที่รัฐบาลเคยบอกไว้ในตอนแรก

นายสิทธิพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายคือการใช้เงินของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ในปีงบประมาณหน้า หมายความว่าจะมีการไปแจกประชาชนหลังเดือนตุลาคม เพราะกฎหมายบอกว่าควรจะต้องใช้ในงบประมาณนี้ หรือการกำหนดว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงินของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นรายจ่ายลงทุน จากพฤติกรรมการใช้สอยของผู้บริโภคนั้น เป็นไปได้ยากมากที่จะบอกว่าประชาชนจะนำ 80 เปอร์เซ็นต์นี้ไปเป็นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน

นายสิทธิพลกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การนำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 ไปใช้ข้ามปี 2568 เรายังมีข้อกังวลว่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดและเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย เพราะอะไรก็ตามที่รัฐบาลบอกว่าประชาชนลงทะเบียนแล้ว ถือว่าเป็นภาระผูกพันแล้ว ต่อไปหน่วยงานใดที่อยากจะสร้างภาระผูกพันเช่นนี้ ก็สามารถทำรูปแบบนี้คือการให้ประชาชนลงทะเบียนเฉยๆ ก็ถือว่าสร้างภาระผูกพันแล้ว

Advertisement

นายสิทธิพลกล่าวว่า อีกประเด็นคือเรื่องระบบการชำระเงิน ระบบต่างๆ ที่เราฟังแล้วยังมีความเป็นห่วงว่าจะทำไม่ทัน รวมถึงโอกาสที่จะสร้างปัญหา เช่น ร้านค้าที่เรามีข้อกังวลว่ารัฐบาลให้ร้านสะดวกซื้อที่เป็นค้าปลีกแต่มีเครือข่ายเยอะๆ เข้าร่วมโครงการด้วยนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เกิดปัญหาด้านแข่งขันระหว่างร้านเล็กที่เป็นโชห่วย ร้านรายย่อยจริงๆ กับร้านรายใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะไปใช้ในร้านรายใหญ่มากกว่า และความตั้งใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเกิดผลน้อยลง