เฟ้นกมธ.วุฒิสภา ตอบโจทย์-ยึดโยงประชาชน?
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการถึงแนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญวุฒิสภาชุดใหม่ รวมทั้งกรณีที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ มีวาระพิจารณา การแก้ไขข้อบังคับเพื่อปรับลดจำนวนของคณะ กมธ.สามัญ
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ระบบรัฐสภาหลายคนมักจะคิดเพียงว่า เป็นการออกกฎหมายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วการออกกฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการในการกำหนดวาระทางนโยบายในหลายๆ เรื่อง เพราะฉะนั้น วาระทางนโยบายในหลายๆ เรื่อง อาจจะยังไม่จำเป็นจะต้องเกิดมาจากฝ่ายรัฐบาล อาจจะเกิดมาจากฝ่ายนิติบัญญัติได้เช่นเดียวกัน
กลไกในกรรมาธิการจึงมีบทบาททั้งในเชิงนโยบาย และกฎหมาย และเป็นกลไกสำคัญในการทำงานในรัฐสภา เพราะการทำงานในรัฐสภาในหลายๆ ครั้งไม่ได้จบแค่เพียงการอภิปรายเท่านั้น การทำงานเป็นกรรมาธิการคือการทำงาน ที่เป็นเนื้องานจริงๆ
เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับกรรมาธิการในแต่ละชุด นั่นคือหัวใจสำคัญ
โดยหลักการแล้วเราจำเป็นจะต้องมีคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกรรมาธิการในแต่ละชุด ซึ่งจะสอดคล้องกับหัวข้อทั้งกรรมาธิการงบประมาณ กรรมาธิการความมั่นคง กรรมาธิการ เรื่องระบบนิติธรรม กรรมาธิการเรื่องการเกษตรว่ากันไป
หลักการในเชิงปฏิบัติเราค้นพบว่า ส.ว.โดยพื้นฐานเป้าหมายเขาคือเลือกกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านไว้แล้ว จากการคัดแยกไว้ 20 กลุ่ม ให้สอดคล้องกับกรรมาธิการไปเลย คุณมาจากกลุ่มอาชีพไหน ก็ให้ไปอยู่กรรมาธิการที่สอดคล้องอาชีพนั้นๆ
เช่นใครมาจากสายครู ก็ให้ไปอยู่ในสายกรรมาธิการศึกษา ใครมาจากกลุ่มชาติพันธ์ุก็ไปอยู่ในส่วนของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน แต่อันนั้นคือการมองที่เป็นภาพที่โลกสวย ควรจะออกเป็นแบบนั้น
แต่ผลการที่ได้ ส.ว.จริงๆ ในครั้งนี้ แต่ละ 20 กลุ่มอาชีพ ไม่ได้คนที่มีความเชี่ยวชาญในอาชีพนั้นๆ เป็นคนกลุ่มการเมือง กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับพรรคการเมือง เห็นภาพออกมาเป็นว่า มีกลุ่มการเมือง 1 หรือที่เราเรียกว่า ส.ว.สีน้ำเงินคุม สภาใหญ่เอาไว้ แล้วทำให้เราเห็นว่าในความเป็นจริงการแบ่งกรรมาธิการจะต้องมีการต่อรอง ผ่านจำนวนว่า ใครพวกใคร ใครเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เลยกลายเป็นระบบเล่นพรรคเล่นพวกกันมากกว่า การจะดูความเชี่ยวชาญ
เพราะฉะนั้นโควต้า ของกรรมาธิการเลย เป็นในลักษณะของใครอยู่ในกลุ่มก๊วนไหนจะได้สัดส่วนเท่าไหร่ คล้ายๆกับ ส.ส.เลย ที่จะแบ่งโควต้า กรรมาธิการผ่านทางพรรคการเมือง ส.ว.ก็เช่นเดียวกัน
การแบ่งตอนนี้เราเห็น 3 กลุ่มย่อยๆ ใน ส.ว.กลุ่มใหญ่สุด คือ กลุ่มสีน้ำเงิน กลุ่มสีส้มและกลุ่มอิสระ โควต้ากรรมาธิการก็จะแบ่งแบบนั้น ก็จะมีแพคกันเป็นก๊กย่อยๆ อยู่ กรรมาธิการที่เราเห็นก็จะเป็นกรรมาธิการตามโควต้า ส.ว. โควต้าจำนวนไม่ใช่โควต้าความเชี่ยวชาญ ตรงนี้จะนำมาสู่ปัญหาเพราะไม่สอดคล้องกับหลักการเบื้องต้นว่า ควรจะได้คนที่มีความเชี่ยวญด้านนั้นๆ มาเป็นกรรมาธิการ
ถ้าเราแบ่งโควต้าตามจำนวน ส.ว. คุณก็จะได้คนที่ไม่รู้เรื่องมายืนอยู่ในกรรมาธิการแบบที่เราเห็นใน ส.ส.หลายกลุ่มกรรมาธิการหลายกลุ่ม มีความเชี่ยวชาญไม่ตรงกัน เป็นการล็อบบี้ผ่านกลุ่มการเมือง
เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขในส่วนของ ส.ว. ก็จะมีการแก้ปัญหาด้วยการตั้งอนุกรรมาธิการของ ส.ว.ขึ้นมา ตรงนี้ที่เราจะใส่คนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะ เชิญคนที่มีความรู้ในด้านต่างๆ มา อยู่ในอนุกรรมการในด้านต่างๆ แล้วเป็นตัวทำงานจริงๆ
ส่วนกรรมาธิการหลักเป็นเพียง เอาผลการศึกษาจากอนุกรรมาธิการมาพิจารณาเท่านั้น ก็พอจะแก้ไขปัญหา คุณสมบัติเฉพาะของกรรมาธิการได้
ในเบื้องต้นถ้าเราสามารถเอาคนที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ อยู่กับกรรมาธิการก็จะเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงก็คงไม่ได้เป็นแบบนั้น สำหรับ ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่แล้ว ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ส.ว.พันธุ์ใหม่ อาจจะเป็นกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของ ส.ว. ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดยืนทางการเมืองก็มีความใกล้ชิดกับพรรคก้าวไกลหรือพรรคสีส้มเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นถ้าเราไปบอกว่าสีส้มดีกว่าสีน้ำเงิน ก็คงจะไม่ได้ แต่ถ้าสีส้มอยากเปลี่ยนแปลงการทำงานในสภาจริงๆ ก็สามารถทำได้ เพราะการรวมกลุ่มของ ส.ว.สีส้มมีประมาณ 10% ของ ส.ว.ทั้งหมด โอกาสที่จะได้เป็นประธานกรรมาธิการก็มี ประมาณ 10% เช่นเดียวกันคือประมาณ 4 ชุด ที่เหลือจะต้องไปแฝงอยู่ในกรรมาธิการย่อยๆ ไป แต่น่าจะได้ประธานและสร้างกระแส ที่ทำให้สังคมตระหนักรู้ถึงปัญหาบางอย่างได้เช่นเดียวกัน ตรงนี้อาจทำให้กรรมาธิการหลายๆ ชุดไม่จำเป็นต้องเป็นทุกชุด แต่อย่างน้อยที่สุด ให้ชุดที่ได้โควต้าของกลุ่มนี้ เป็นประธานกรรมาธิการสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ และโชว์ให้เห็นว่าการทำงานสภาที่ดีควรทำอย่างไร แค่นี้ก็เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว เราคงไปคาดหวัง 4 ชุดตรงนี้ ให้ชุดที่ได้เป็นประธานกรรมาธิการให้มีผลงานชัดเจนมากที่สุด แน่นอนว่าอาจจะไม่สามารถเปลี่ยน ส.ว.ได้ทั้งหมด แต่ชุดไหนที่ตนเองได้เป็นประธานกรรมาธิการ ให้ชุดนั้นทำงานและให้มีบทบาทอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างง่ายๆ บทบาทตรงนี้ ยกตัวอย่าง กรรมาธิการ ปลาหมอคางดำ เป็นตัวอย่างชัดเจนว่านี่คือ การทำงานในสภา แต่ก็สร้างกระแสสังคมให้มาตรวจสอบเรื่องปลาหมอคางดำได้มากขนาดนี้ในฝั่งของ ส.ส. ในอนาคตเราก็คาดหวังเช่นเดียวกันว่า ส.ว.ฝั่งสีส้มจะได้เป็นกรรมาธิการ และสร้างกระแส ที่ทำให้สังคมตระหนักรู้ถึงปัญหาบางอย่างได้เช่นเดียวกัน ตรงนี้ทำให้กรรมาธิการหลายๆ ชุด ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกชุดเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดให้ชุดที่ได้โควต้าของกลุ่มนี้เป็นประธานกรรมาธิการสามารถสื่อสารกับสังคมได้และโชว์ให้เห็นว่าการทำงานในสภาที่ดีควรทำอย่างไร แค่นี้ก็เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว
เราคงไปคาดหวังให้กรรมาธิการทุกชุด ต้องทำตามกลุ่มสีส้มก็จะไม่เป็นธรรมกับ ส.ว. กลุ่มอื่นซึ่งเขาก็ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องมาเหมือนกัน และมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองคล้ายๆ กับกลุ่มพันธุ์ใหม่เพราะอยากจะทำอะไร ก็ทำเฉพาะพื้นที่ของตนเองที่มีอำนาจแล้วโชว์ให้เห็น เพื่อกลุ่มอื่นจะได้ปรับตัวตาม
ถ้าเป็นกรรมาธิการไม่ทำอะไร ไม่ค่อยประชุมกันเขาก็จำเป็นจะต้องปรับตัวตามพอเห็นชุดนี้ทำงาน เขาจะทำตัวอย่างไรเพื่อให้มีผลงานบ้าง จะได้มีบทบาทใน ส.ว.บ้าง ตรงนี้ต่างหากที่ผมเห็นว่ากลุ่ม ส.ว.สีส้มสามารถเป็นหัวแถวของการทำงานได้แม้ว่า จะเป็นเสียงข้างน้อยก็ตาม
ส่วนคำถามที่ว่า ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ต้องการเข้ามาทำงาน กมธ.ที่ยึดโยงกับการขับเคลื่อนวาระของประชาชน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน หากไม่เจรจากับ ส.ว.สีน้ำเงินจะมีโอกาสได้นั่ง กมธ.ชุดดังกล่าวหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องยาก อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้นว่า คณะกรรมาธิการ ในความเป็นจริงนั้นถูกแบ่งตามโควต้าจำนวนของ ส.ว.
เพราะฉะนั้นกรรมาธิการที่สำคัญๆ โอกาสที่ ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่จะได้ไปเป็นประธานกรรมาธิการ ก็จะยาก อย่างมากก็จะได้เป็นแค่โควต้าของสมาชิกของกรรมาธิการเท่านั้น แต่เมื่อพอเป็นสมาชิกมันกำหนดวาระในการประชุมไม่ได้ ก็คือได้ประชุมตามที่เขาตั้งเรื่องมาเท่านั้น เลยเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องใหญ่ กลุ่มพันธุ์ใหม่ไม่สามารถหรือกลุ่มสีส้ม ไม่สามารถเป็นกรรมาธิการได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้าไปทำงานก็จำเป็นต้องนำข้อมูลให้เผยแพร่ออกมานอกสภาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมหรือข้อมูลที่มาจากการพูดคุยให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด ในชุดที่ตนเองไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ
แต่ชุดไหนที่ตนเองเป็นประธานกรรมาธิการ ก็สามารถให้สื่อมวลชนเข้าไปติดตามได้เลย ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญส่วนประเด็นใหญ่ๆ ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสภาพกรรมาธิการ จะถูกตรวจสอบโดยสื่อมวลชนอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น ส.ว.พันธุ์ใหม่สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ก็คือเอาข้อมูลมานำเสนอให้กับประชาชน รับทราบแม้ว่าสุดท้ายแล้ว จะโหวตในกรรมาธิการแล้วแพ้หมดก็ตามเพราะว่าเสียงไม่ถึง แต่อย่างน้อยที่สุด ให้ ส.ว.กลุ่มนี้หลังพิงประชาชนเข้าไว้ เสียงข้างในสภาอาจน้อยกว่า แต่เสียงข้างนอกจะส่งเสียงดังจนทำให้ ส.ว.ในสภาเปลี่ยนใจก็ได้
เพราะฉะนั้นเราจึงต้องจับตามองอันดับแรก ที่จะต้องดูการแต่งตั้งประธานกรรมาธิการแต่ละชุดที่จะขับเคลื่อนในวาระสำคัญๆ มีคณะกรรมการที่นักการเมืองไม่ค่อยชอบเพราะผลประโยชน์มันน้อย เช่นชุดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ส.ว.พันธ์ุใหม่อยากจะเข้าไปขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็สามารถเข้าไปได้เลย จะได้ไปแพค ส.ส.ที่ทำเรื่องนี้ ตรงนี้สามารถทำได้เพราะเป็นประเด็นย่อยๆ ที่ ส.ว.อื่นเขาไปอยู่กรรมาธิการกลุ่มอื่นอยู่แล้ว ถ้าใครที่จะไปหาผลประโยชน์ก็จะไปหาจากชุดอื่น
ถ้า ส.ว.พันธุ์ใหม่อยากจะโชว์ผลงานก็ไปหากรรมาธิการที่เป็นประเด็นรองๆ ลงมา แล้วใช้กรรมาธิการชุดนั้นขับเคลื่อนประเด็นสังคม ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในทุกกรรมาธิการ ใช้บางกรรมาธิการที่มีบทบาทชัดเจนเท่านี้ คนก็ประทับใจแล้วก็มองว่า 19 เสียง ที่อยู่ในกลุ่มทำงานได้มีคุณภาพ แล้วอีก 160 เสียงที่เป็นสีน้ำเงิน เขาจะต้องปรับตัวจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสภา แล้วประชุมกันมาทีหนึ่งแล้ว ไม่ทำอะไรเลยก็คงจะไม่ใช่ เขาก็ต้องปรับตัวให้เท่าเทียมกับสีส้มเช่นเดียวกัน
ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

มองจำนวนคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 23 คณะ ก็ยังมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะว่าในวันนี้ ส.ว.ชุดใหม่เหลือแค่ 200 คน ถ้าเราเอาตัวเลข 23 หาร ชุดหนึ่งยังได้จำนวนไม่ถึง 10 คนเลย เพราะฉะนั้นผมยังมองว่าเยอะเกินไป
ตามจริง กมธ. 20 ชุด ก็เรียกได้ว่า พอสมควรแล้ว เพราะหากเอา 20 ไปหารจำนวน ส.ว.200 คน ก็จะได้ กมธ.ชุดละ 10 คนตามมาตรฐาน ซึ่งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็มีสัดส่วนประมาณนี้ ฉะนั้น กมธ. 23 คณะ ก็ยังมากเกินไปสำหรับ ส.ว.ชุดนี้
หากลดจำนวน กมธ.ก็จะเห็นภาพการเจรจาต่อรองของ ส.ว.กลุ่มต่างๆ อย่างแน่นอน เพราะแม้ว่า ส.ว.จะไม่ได้สังกัดอยู่กับพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ว่าสุดท้ายตามพฤติกรรมแล้วก็เหมือน ‘พรรคการเมืองจำแลง’ ดังนั้น จะเห็นการต่อรองหรือการแบ่งโควต้าสัดส่วนกรรมาธิการต่างๆ มันเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว
เมื่อมองเรื่องการแบ่งสัดส่วนโควต้ากรรมาธิการนั้น ส.ส.เขายังเล่นกันบนโต๊ะมากกว่า เพราะว่าการคิดคำนวณสัดส่วนโควต้าคณะกรรมาธิการ จะมาจากที่นั่งของแต่ละพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ‘วิปรัฐบาล’ หรือ ‘วิปฝ่ายค้าน’ ที่เข้าจะมาพูดคุยต่อรองกัน
จากการเจรจาของสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าประชาชนจะไม่ได้มีส่วนร่วมเข้าไปตรงนั้น แต่อย่างน้อยมันก็จะมีคำอธิบายจากสังคมว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร หรือ มีการคิดคำนวณตัวเลขของแต่ละพรรค จนได้จำนวนกรรมาธิการ
ส่วนการต่อรองสัดส่วน กมธ.ในกลุ่มของ ส.ว.นั้น พอไม่มีพรรคการเมืองสังกัด แต่ทำพฤติกรรมเหมือนมีพรรคการเมืองจำแลง สุดท้ายการต่อรองเหล่านี้ มันก็จะไม่ต่างอะไรไปจากพรรคการเมือง มีอิทธิพลจากนักการเมืองเข้ามา แล้วจะทำให้เจตนารมณ์การมี ส.ว. มันไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
อีกทั้ง เห็นด้วยกับที่มีการเสนอให้แยกผู้สูงอายุ ผู้พิการ และชาติพันธุ์ ออกไปเป็น กมธ.อีกคณะ เพื่อตั้งอนุ กมธ.เพื่อให้คนที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามาทำงาน เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้ไม่มีตัวแทนได้รับเลือกให้เป็นส.ว. ซึ่งสุดท้ายแล้วจะพบว่า เป็นปัญหาตั้งแต่กระบวนการสมัคร ต้องการแค่คนมารับรองกันเองเท่านั้น และคุณสมบัติตรงตามนั้นหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังขาอยู่
ดังนั้น ต้องไปทบทวนของที่มาของ ส.ว. จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม จากที่ออกแบบให้เป็นการเมืองในระบบปิด เราต้องแก้ที่มาของ ส.ว.ตรงนี้ให้เป็นระบบเปิด เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ที่แม้ว่าจะมีใครจะเข้ามาด้วยการบล็อกโหวต มันก็จะไม่สามารถสู้ตัวแทน ที่มาจากเสียงประชาชนได้
ส่วนเรื่องการสนับสนุนให้ ส.ว.มีคุณสมบัติ ส.ว. ตรงกับการทำงานในคณะกรรมาธิการ ก็เห็นด้วยว่า ควรจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ กมธ.ต่างๆ
แต่โจทย์แรกที่ผมอยากจะเห็นในวันนี้ คือ การแสดงจุดยืนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธุ์ใหม่ หรือ กลุ่มใดก็ตาม ว่าจะมีท่าทีออกมาอย่างไรต่อเรื่องทิศทางอนาคตของ ส.ว.
ยกตัวอย่างเช่น การปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อเดินหน้าไปสู่สภาเดี่ยว หรือ ถ้าไม่ปิดสวิตช์ตัวเอง จะมีวิธีการปรับปรุงแก้ไขการได้มาซึ่ง ส.ว.อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่เมื่อไหร่มีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ฉะนั้นก็อยากให้ ส.ว.ตั้งต้นด้วยการแสดงจุดยืนตรงนี้ก่อน แล้วให้เรื่อง กมธ.เป็นลำดับถัดไป
โดยเฉพาะเรื่องการได้มาของ ส.ว.ชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก บางคนก็มีข้อคำถามต่อเรื่องประวัติ หรือ คุณวุฒิ รวมถึงการมีความสัมพันธ์ต่อกลุ่มการเมือง อันนี้จึงเป็นโจทย์อันดับแรกตั้งต้นที่ต้องแก้ไข
ไม่ฉะนั้นเราก็คงจะกลับไปที่คำถามที่ว่า ส.ว.มีไว้ทำไม ก่อนที่เราจะไปพูดเรื่องการตรวจสอบที่มาของ กมธ.ต่างๆ ถ้ากระดุมเม็ดแรกติดผิด มันก็ผิดไปหมด
สุดท้ายเรื่องของที่มาที่ไป ส.ว.สำคัญมาก เพราะไม่เช่นนั้นจะขอเรียกวุฒิสภานี้ว่า “สภา ห้า ห้า ห้า (เสียงหัวเราะ)” ห้า แรก คือ ประวัติ 5 บรรทัด, ห้า ต่อมา คือ วิสัยทัศน์ 5 นาที และต้องอยู่กับเรายาวๆ ไปอีก 5 ปี ซึ่งสภานี้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะว่าคนเหล่านี้ต้องทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติต่อไปอีก 5 ปี
ทั้งประวัติ 5 บรรทัด และวิสัยทัศน์ 5 นาที ตรงนี้มันก็สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และเรื่องคุณภาพของ ส.ว.เช่นเดียวกัน!?!

