กมธ.เสียงข้างน้อย เติมงบแจกหมื่น แฉเอกสาร จาก ก.คลัง ชี้ประเมินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต หลังประเมินใหม่ ทำเศรษฐกิจโต 0.9% ไม่ตรงกับรัฐบาลแถลงจะได้ 1.8%
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนแล้ว เข้าสู่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวนเงิน 1.22 แสนล้านบาท วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดย กมธ.ไม่ได้มีการแก้ไข
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.สงวนความเห็น อภิปรายในมาตรา 3 ว่า จากงบประมาณที่ตั้งไว้ 1.22 แสนล้านบาท ให้ปรับลดเป็น 1 หมื่นล้านบาท ตามที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ และไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน ทั้งนี้ วันที่เริ่มต้นโครงการจะต้องมีงบประมาณรองรับเต็มจำนวน 4.5 แสนล้านบาท หรืออาจมากกว่านั้นก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้ลงทะเบียนจริง หากสมมุติฐานของรัฐบาลว่าคนจะมาลงทะเบียน 90 เปอร์เซนต์นั้นผิด ก็จะทำให้งบประมาณที่ต้องใช้มากกว่า 4.5 แสนล้านบาทก็ได้

ดังนั้นแหล่งที่มาของเงินเหล่านี้ จะต้องระบุแหล่งที่มาเฉพาะเจาะจงได้ เพื่อไม่ให้ผิดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา มาตรา 9 ดังนั้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือเงินรายจ่ายเพิ่มเติมปี 67 จำนวน 1.22 แสนล้านบาทนั้นจะถูกนำไปใช้พร้อมกับงบปี 68 จำนวน 2.85 แสนล้านบาท จึงเห็นว่ามีความย้อนแย้งและอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 21
ด้านนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ กมธ.สงวนความเห็น อภิปรายว่า รัฐบาลพูดตลอดว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นที่น่าสงสัยว่าจะกระตุ้นได้แค่ไหน และในส่วนของการประเมินผลกระทบในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จับโป๊ะได้ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

เมื่อ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ตั้งคำถามต่อผู้แทนกระทรวงการคลัง ถึงสาเหตุของการประเมินผลกระทบของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต กลับไปอยู่ที่ 1.2-1.8% ซึ่งผู้แทนกระทรวงการคลังชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ตัวเลขดังกล่าวขึ้นกับ 4 เงื่อนไข คือ แหล่งที่มาของเงิน เงื่อนไขของโครงการ จำนวนผู้เข้าร่วม และพฤติกรรมการใช้จ่าย
นายสิทธิพลกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ แหล่งที่มาของเงินที่คำนวณมาจากเงินอัดฉีดใหม่เข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการนำเงินที่ใช้จ่ายภายใต้ภารกิจอื่น หมายความว่าตัวเลขที่ 1.2-1.8% เป็นสมมุติฐานว่าเป็นเงินใหม่ทั้งหมด ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงมีปัญหา 2 เรื่อง คือ แหล่งที่มาของเงิน ชัดเจนแล้วคือไม่ใช่เงินใหม่ทั้งหมด เพราะใช้จากงบเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท และในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท รวมเป็นเงิน 2.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 60% ของ 4.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1.7 แสนล้านบาท เป็นเงินเก่าโยกงบมาจากโครงการเดิม
นายสิทธิพลกล่าวด้วยว่า ปัญหาตามเอกสาร คือ การขัดกันระหว่างสิ่งที่กระทรวงการคลังชี้แจงใน กมธ.และรัฐมนตรีแถลงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า เป็นตัวเลข 1.2-1.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ไม่ตรงกับปลัดกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ให้ข้อมูลกับ กมธ.ระบุว่า เดิมผลการประเมินโครงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 1.8% แต่จากการประเมินใหม่ผลคือโครงการส่งผลต่อเศรษฐกิจ 0.9% และตามเอกสารทั้ง 2 ฉบับระบุวันที่ 10 เมษายน แต่ตัวเลขไม่ตรงกัน เพราะฉบับหนึ่งระบุว่า 1.2-1.8% อีกฉบับ 0.9% ตกลงมีการทบทวนหรือไม่
ทำไมแถลงข่าวล่าสุดจึงไม่บอกตัวเลขกับประชาชน แสดงว่าต้องมีตัวเลขที่ไม่ตรง ทั้งนี้ จีดีพีที่บอกว่าจะโต 1.2-1.8% คำนวณจากวงเงิน 5 แสนล้านบาท และกู้เงินทั้งหมด
รวมถึงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ปัจจุบันวงเงินลดเหลือ 4.7 แสนล้านบาท และเม็ดเงินใหม่ไม่เยอะเท่าเดิม ดังนั้นไม่มีทางกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่โฆษณาได้ และได้ถามสภาพัฒนาเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบใหม่หรือไม่
ซึ่งผู้แทนระบุว่า เดิม 0.3% แต่สมมุติฐานเม็ดเงินใหม่ต้องกลับไปประเมินใหม่ แต่ผลกระทบจะน้อยลง ตนขอให้รัฐบาลชี้แจงตัวเลขดังกล่าว และการกระตุ้นเศรษฐกิจในจำนวนเท่าไรถึงจะคุ้มกับงบประมาณที่ประเทศต้องใช้หรือไม่ ปัญหาตอนนี้คือกลับไปกลับมา แต่ที่แน่ๆ คือ น้อยลง และเสี่ยงไม่คุ้มกับงบประมาณ

