หน้าแรก การเมือง ถกเงินดิจิทัล...

ถกเงินดิจิทัล วาระ 2 กมธ.ตัดลดงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ถามจ่ายช้า ปชช.ฟ้องรบ.ได้หรือไม่

31.07.24 | 12:28 น.

‘สภา’ ถกงบ ดิจิทัลวอลเล็ต วาระ 2 ‘พิชัย’ ยันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ขณะที่ ‘นพณัฐ’ กมธ.สงวนความเห็น ขอปรับเหลือ 1 หมื่นล้าน ข้องใจหาก ก.คลัง เป็นการก่อหนี้ผูกพัน หากรัฐแจกเงินหมื่นไม่ทันไตรมาสแรกปี 68 ปชช.มีสิทธิ์ฟ้องบังคับให้จ่ายใช่หรือไม่

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายปดิพัทธ์ สันดิภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม หลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนแล้ว เข้าสู่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวนเงิน 1.22 แสนล้านบาท วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว โดย กมธ.ไม่ได้มีการแก้ไข

ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ. แถลงว่า กมธ.ได้ร่วมกันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์​ที่ประชาชนจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้จ่ายให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ และช่วยบรรเทาค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันผ่านโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงสุด มีมาตรการในการกำกับดูแลเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ และยินดีตอบข้อซักถามทุกมาตรา

จากนั้นเป็นการพิจารณาตามรายมาตรา โดยมาตรา 3 นายนพณัฐ มีรักษา กมธ.สงวนความเห็น อภิปรายว่า ขอให้ปรับลดลงเหลือ 1 หมื่นล้านบาท ตามประมาณการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม โดยไม่ต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณเพิ่ม เพราะสิ่งที่ตนเป็นกังวลมากที่สุดคือความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งบัญญัติไว้ชัดแจ้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 62, 140 และ 164 โดยพบปัญหาข้อกฎหมาย 2 ประการ คือ 1.เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การออกงบเพิ่มเติมจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณ คือต้องมีความจำเป็นจะต้องใช้เงิน 1.22 แสนล้านบาท ภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 เท่านั้น

“จึงขอถามว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีเหตุผลและความจำเป็นอะไรในการตรากฎหมายฉบับนี้ ถ้าคำตอบคือเพื่อหาเงินไปใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็ต้องถามว่าโครงการนี้จะเริ่มแจกเงินเมื่อไหร่ ซึ่งเราทราบกันดีว่าเป็นหลังวันที่ 30 ก.ย.หรือไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 68 อย่างแน่นอน ในเมื่อเจตนาที่แท้จริงคือเอาเงินไปทำดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งไม่ได้แจกในปีงบประมาณ 67 แน่ๆ ก็ย่อมไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องออกงบประมาณเพิ่มเติมนี้เลย ดังนั้นการตรากฎหมายฉบับนี้จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐมาตั้งแต่ต้น” นายนพณัฐกล่าว

Advertisement

นายนพณัฐกล่าวต่อว่า 2.การที่กระทรวงการคลัง จะอ้างว่าก่อหนี้ผูกพันเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีมูลเหตุแห่งหนี้ขึ้นก่อน โดยกระทรวงการคลังพยายามอธิบายว่า การที่เปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับสิทธิ เป็นการสร้างมิติสัมพันธ์ที่ตรงกัน จึงเกิดเป็นสัญญาและหนี้ผูกพันงบประมาณ แต่การให้คำอธิบายแบบนี้มีปัญหาแน่นอน เพราะไม่ใช่สัญญาทุกประเภทจะก่อให้เกิดหนี้ และเจตนารมณ์ของการก่อหนี้งบประมาณเพื่อใช้จ่ายข้ามปีตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงของระบบราชการไทย คือมีการจัดซื้อจัดจ้าง มีผู้ชนะการประมูล และเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่เบิกจ่ายไม่ทันสิ้นปีงบประมาณ จึงอนุญาตให้มีการผูกพันงบประมาณไปใช้จ่ายหนี้หลังปีงบประมาณได้ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องผิดชำระหนี้

อย่างนี้ประชาชนจะฟ้องรัฐในกรณีที่ผิดสัญญาไม่แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตได้จริงๆ หรือ และจะฟ้องได้โดยอาศัยมูลหนี้อะไร และการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันก็ไม่เคยมีมาก่อน หากกระทรวงการคลังจะอ้างว่าการลงทะเบียนรับสิทธิ เป็นการทำนิติกรรมสัญญา กระทรวงการคลังก็ต้องตอบให้ได้ชัดเจนว่า เป็นเอกเทศสัญญาหรือเป็นสัญญาที่มีชื่อเรียกว่าอะไร ทั้งนี้ ผมคิดว่าการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เป็นสัญญาให้ จึงเกิดปัญหาเพราะสัญญาให้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่จะให้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 ดังนั้นต่อให้มีการเปิดให้ลงทะเบียน เซ็นชื่อลงในสัญญา แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบเงิน ต้องถือว่าสัญญานั้นยังไม่สมบูรณ์ จะไปฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้” นายนพณัฐกล่าว

นายนพณัฐกล่าวต่อว่า หากกระทรวงการคลัง ยืนยันให้ได้ว่าเป็นหนี้จริงๆ ก็ต้องถามว่า ถ้าแจกดิจิทัลวอลเล็ตไม่ทันในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 68 หรือวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แปลว่ารัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ใช่หรือไม่ แล้วประชาชนผู้มีสิทธิจำนวน 50 ล้านคน หรือประชาชนที่ไปลงทะเบียน มีสิทธิที่จะไปฟ้องร้องบังคับให้รัฐบาลต้องจ่ายเงิน 1 หมื่นบาทให้แก่ตัวเองใช่หรือไม่ และหากในอนาคตอันใกล้มีปัญหาในการใช้จ่ายงบประมาณ ผู้เกี่ยวข้องคงจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ทราบไม่ได้