‘พิชัย’กางแผนฟื้น ศก. เร่งแก้หนี้-ดึงลงทุน

1.08.24 | 09:15 น.

หมายเหตุ – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวาระแห่งการสถาปนา 75 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในยุคโลกเดือด!Ž ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

 

ขอพาย้อนไป 35 ปี หรือเริ่มตั้งแต่ปี 2533 คือ ยุคหลังโชติช่วงชัชวาล ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งน้อยมาก เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ 18.6 ล้านล้านบาท

เมื่อ 35 ปีก่อน ไทยนั้นเป็นประเทศเกษตรกรรมอย่างแท้จริง สินค้าส่งออกมีไม่กี่อย่าง คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากนั้นไทยก็ปรับตัวขึ้นมาดี ในปี 2540 หรือช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นไทยมีการลงทุนอย่างมาก โดยวิกฤตต้มยำกุ้งเกิดเพราะดีมานด์ที่เยอะมากจากทั่วโลก ทุกอย่างมีการลงทุนในแถบเอเชีย เริ่มจากญี่ปุ่นก็มีปัญหา เกิดค่าเงินเยนแข็งมาก และรวดเร็วภายใน 2 ปี ต้นทุนแพง ก็เกิดการไหลของเงินทุนออกไปข้างนอก จึงเข้ามาภูมิภาคเรา อย่างที่เห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มเข้ามาไทยก่อนต้มยำกุ้ง เป็นกว่า 10 ปี

ในยุคโชติช่วงชัชวาล ก็คือ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เกิดการลงทุนหลายล้านล้านบาท เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมเหลว ในตอนนั้นต้นทุนต่ำและเป็นแต้มต่อให้เศรษฐกิจในประเทศในยุคนั้น แต่ขณะนี้ ความต้องการในประเทศสูง ก็ต้องนำเข้า ในราคาที่แพงกว่า 3 เท่า ทำให้ไฟฟ้า พลังงานมีราคาแพงเช่นทุกวันนี้ และถ้าเกิดสงครามขึ้น ก็อาจจะแพงเกิน 3 เท่า ไปอยู่ที่ 6-7 เท่า

Advertisement

ทั้งนี้ พอเกิดต้มยำกุ้ง เกิดภาวะงงๆ กัน ทำไมดอกเบี้ยบ้านเราแพงจัง เพดาน 15% ต่อปี แต่ไม่มีใครปล่อยสินเชื่อ ก็เพราะดอกเบี้ยเงินฝากก็ขยับไปที่ 12% แล้ว ดังนั้นถ้าเกิดรวมต้นทุนการปล่อยสินเชื่อช่วงนั้นดอกเบี้ยน่าจะไปอยู่ที่ 18% ไม่มีธุรกิจไหนแบกต้นทุนที่สูงขนาดนี้ได้ ทำให้ทุกคนวิ่งไปหาที่ดอกเบี้ยถูกคือ เงินดอลลาร์ ที่อยู่ราว 5-6% แน่นอนว่าถูกกว่ากันถึง 1 ใน 3 ทุกคนก็ต้องไปทางนั้น

ขณะที่เงินทองในประเทศเรายังน้อย จีดีพีแค่ 2.3 ล้านล้านบาท ส่วนเงินที่ไหลเข้ามาเป็นการลงทุนระยะสั้น แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมต้องการความมั่นคง การลงทุนระยะยาว อย่างน้อยคือการคืนทุน 7-12 ปี แต่เงินที่เข้ามาคือให้กู้ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ก็เกิดการลงทุนที่ไม่เข้ากัน (mismatch) ขาดความเชื่อมั่นเมื่อไหร่ก็ไม่ต่อสัญญาเงินกู้ เงินลงทุน ให้เมื่อนั้น ดังนั้น เหตุการณ์ต้มยำกุ้งก็คือ mismatch นั่นเอง

ดังนั้นการแก้ไขขนาดนั้น ให้เกิดการจับคู่ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีดีมานด์ เมื่อหายตกใจกับเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มาจับคู่กันใหม่ได้ ซึ่งทำสำเร็จทำให้เศรษฐกิจไทยกลับขึ้นมาฟื้นตัวดีขึ้น อัตราการขยายตัวของจีดีพี 9-10% ต่อปี เกิดมาจากฐานก่อนหน้าที่ต่ำ

อย่างไรก็ตามหลังต้มยำกุ้งนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการเงิน ที่ได้รับแรงสนับสนุนให้เติบโตขึ้นมา และมีสะดุดนิดหน่อยในปี 2551 วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ และจากนั้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็ชะลอลง เหลือเฉลี่ย 4% ต่อปี และทุกวันนี้ จีดีพีก็ค่อยขยายตัวน้อยลงแล้ว จึงอยากพามาดูว่าควรทำอย่างไร

ทั้งนี้ประเทศไทยเราปัจจุบันนั้น พึ่งพารายได้จากภาคการส่งออก ทุกวันนี้มีสัดส่วน 65% จากที่เคยมีสัดส่วนถึง 71% ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เรากำลังเติบโตนั้น ไทยมีเงินฝากเยอะ โดยยุคโชติช่วง
ชัชวาล มีกองทุนเกิดเยอะมาก และมีการเติบโตของกองทุน จากเริ่มต้นหลักหมื่นล้านบาท กลายเป็นหลักล้านล้านบาทแล้ว อย่างกองทุนประกันสังคม เพิ่งเกิดไม่กี่ปี มีเงินสะสม 2 ล้านล้านบาท กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีเงินในกองทุนกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เป็นต้น เพราะฉะนั้นไทยเรามีเงินออมเยอะ

ขณะที่อุตสาหกรรม ธุรกิจ โดยเฉพาะสตาร์ตอัพ
ในธุรกิจเกิดใหม่มากมาย แต่ไปเกิดในต่างประเทศ ไม่ใช่ที่ไทย ในทุกวันนี้ธุรกิจเหล่านี้ก็เป็นส่วนช่วยในการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหล่านี้เพียง 23% ของจีดีพี แปลว่าเรายังลงทุนน้อย ทั้งที่จริงๆ แล้วควรจะลงทุนสัก 30-35% ต่อจีดีพี จึงเป็นคำถามว่าทำไมการลงทุนน้อย ทั้งๆ ที่ประเทศมีเงินออมตั้งเยอะแยะ ดังนั้นสำคัญที่สุดคือ นโยบายส่งเสริมการลงทุน ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) 5 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-พฤษภาคม 2567) อยู่ที่ 4 แสนล้านบาทแล้ว เชื่อว่าปีนี้จะมากกว่า 6 แสนล้านบาท ใกล้เคียงระดับที่ควรจะเป็นแล้ว

รัฐบาลยังเน้นการลงทุน ด้วยการดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายว่า 3 ปี (2566-2568) จะมีเม็ดเงินลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เกิดขึ้นจริง 1.68 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในปี 2568 คาดมีเงินลงทุนสูงถึง 6.38 แสนล้านบาท มาจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมา คือ กลุ่มเกษตรอาหาร และอุตสาหกรรมยานยนต์

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา จีดีพีเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 1.9% ขณะที่ไตรมาสหนึ่งโตแค่ 1.5% ยังค่อนข้างต่ำ เป็นเพราะเศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง ที่มีการเติบโตไม่เท่ากัน
เกิดช่องว่างของรายได้ คือคนที่อยู่ระดับบน หรือมีฐานะรายได้สูง มีโอกาสเติบโต รายได้คงไม่ใช่เติบโตแค่ 1.9% ต่อปี แต่น่าจะสูงถึง 5% มีแหล่งเงินให้เข้าถึง

ขณะที่กลุ่มรากหญ้าเข้าไม่ถึงเงินทุน ไม่มีโอกาสลงทุน ก็อาจจะมีอัตราการเติบโตของรายได้ต่ำมาก ไม่รู้ว่าต่ำกว่า 1.9% ลงไปจนถึงติดลบเลยหรือไม่ และยิ่งมีหนี้สิน หรือเป็นหนี้เสียแล้วก็ยิ่งเป็นภาระที่ต้องแบกต่อไป เกิดอาการรายได้โตไม่ทันขอใช้จ่าย

ย้อนหลังไป 5 ปีแรก อัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.8% ส่วน 5 ปีถัดมาลดลง เหลือ 3.5% ขณะที่ 5 ปีต่อมา
การเติบโตเศรษฐกิจเหลือเพียง 3% และ 5 ปีสุดท้ายเผชิญโควิด การเติบโตเศรษฐกิจโตเฉลี่ย 0.4% และหลังจากฟื้นตัวจากโควิด ในปี 2566 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.9% ส่วนไตรมาสแรกของปี 2567 นี้
เติบโต 1.5% ขณะที่เพื่อนบ้านเศรษฐกิจขยายตัวได้
5%

ขณะที่ปัญหาเรื่องหนี้ในเศรษฐกิจไทยยังเป็นเรื่องหลัก มี 3 กลุ่ม ได้แก่ หนี้ครัวเรือน ปัจจุบันมีหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูง 1.5 ล้านล้านบาท เติบโตจากเดือน เม.ย.67 ต่อมาคือ หนี้ภาคธุรกิจ เกิดเอ็นพีแอล สูง 3.9 แสนล้านบาท ขยายตัวขึ้นมา 2.9% และหนี้ของภาครัฐ 11.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.3% ต่อจีดีพี

ประชาชนรายย่อยขณะนี้เผชิญกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูง อยู่ที่ 91% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมูลค่าอยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท ฉะนั้น เฉลี่ยได้ว่าโดยรวมประชาชนไทยมีหนี้รวมกว่า 17 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ค่าบ้าน รถ ค่าบริโภค และค่าบัตรเครดิต เป็นต้น เมื่อมีหนี้ แล้วใช้หนี้ ก็ไม่มีกำลังบริโภค จึงส่งต่อมาสู่กำลังการผลิต

กำลังผลิตลดลงเริ่มมีปัญหา เกิดหนี้เสียของประชาชนจากสถาบันการเงินต่างๆ ภาครัฐก็เข้าไปช่วยเหลือ ส่งผลให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นสูงด้วย หากย้อนไป 8-9 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะอยู่ที่ 50% ต่อจีดีพี หรือ 5 ล้านล้านบาท ขณะที่ตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท และกำลังจะเพิ่มเป็น 12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63% ต่อจีดีพี แต่เราจะพยายามให้อยู่ในกรอบเพดานไม่เกิน 70%

อย่างไรก็ตาม หากต้องการดูแลสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต้องหาเงินมาใช้หนี้ แต่เป็นเรื่องที่ยาก เพราะสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ก็ต้องเพิ่มขึ้น แต่อีกหนึ่งทางเลือก คือ การขยายให้เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเรามองว่าควรใช้ทางเลือกนี้ ทำให้เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น สู้กับชาวโลก และแข่งขันได้

สำหรับหนี้เสียที่น่าเป็นห่วง คือ ภาคครัวเรือน ในส่วนของรถยนต์เป็นหนี้เสียกว่า 2.5 แสนล้านบาท ขณะนี้รัฐบาลพยายามเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ในส่วนของรถที่มีการถูกยึด หรือผ่อนต่อไม่ไหว ให้ผู้ที่มีความต้องการว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

รัฐบาลจะหามาตรการสนับสนุนเข้ามาช่วย เช่น การลดหนี้เสีย และนำรถยนต์ที่ถูกยึดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนจัดทำมาตรการอยู่ ขณะที่ยอดขายที่ลดลง ทั้งรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ ยอมรับว่าน่าเป็นห่วง แต่ก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะยังไม่ได้เข้าไปดูแล

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้เสียบัตรเครดิตที่มีมูลหนี้ 6.8 หมื่นล้านบาท และสินเชื่ออุปโภคบริโภค 2.8 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการผ่านคลินิกแก้หนี้ โดยเปิดให้ประชาชนรวมหนี้ แล้วมาผ่อนจ่ายดอกเบี้ยต่ำ 3% นาน 5 ปี ด้านหนี้เสียบ้าน มูลหนี้ 2.2 แสนล้านบาท ก็ให้สถาบันการเงินเข้ามาช่วยดูแล

เช่น ปรับโครงการสร้างหนี้ ขยายเวลาชำระเงินงวดเป็น 80-85 ปี เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ จากเดิม 60-70 ปี ปรับเป็น 80-85 ปี เพื่อแบ่งภาระประชาชน ให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ก็จะช่วยให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้มากขึ้น หนี้อาจจะไม่ได้ลดลง แต่จะช่วยให้ลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้ และวันนี้ก็มีคนเริ่มมาใช้บริการเยอะมากแล้ว

ส่วนเรื่องหนี้บัตรเครดิต มีโปรแกรมสมัครเข้ามาผ่อน ให้ดอกเบี้ย 3% ผ่อนนาน 3-5 ปี พร้อมเงื่อนไขหยุดใช้บัตรเครดิตไปก่อน ตอนนี้สถาบันการเงินของรัฐก็เข้าร่วมโครงการนี้ทั้งหมดแล้ว ส่วนธนาคารพาณิชย์ก็เหลือไม่กี่แห่ง ซึ่งกำลังขอความร่วมมืออยู่

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.5% ส่วนตัวมองว่าไม่ได้อยู่ในระดับสูงเกินไป แต่ไม่สามารถส่งสัญญาณลบได้ ทั้งนี้ จะพบว่าที่ผ่านมา เงินทุนต่างชาติไหลเข้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการอะไรบางอย่าง

ช่วงหลังจากสถานการณ์โควิดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากเราปรับให้สอดคล้องดอกเบี้ยนโยบายต่างประเทศ ก็จะเป็นการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยลงเหมือนกับชาวโลก ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเล็กๆ ของโลกใบนี้ ฉะนั้น เราต้องสอดส่องสถานการณ์โลก มากกว่าสถานการณ์ในไทย จะต้องมีการถ่วงน้ำหนัก

นอกจากนี้ มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% นำไปสู่การคำนวณส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยต้นทุนเงินฝากและเงินกู้ (NIM) ต้นทุนของสถาบันการเงินปล่อยกู้รายใหญ่ 3% ต้นทุนแบงก์เพียง 1% กว่า ขณะที่การปล่อยกู้รายย่อย การคิดอัตราคิดเบี้ย MLR อยู่ที่กว่า 6-7% ฉะนั้น มี NIM ทั้ง 2 ส่วนที่ผสมอยู่ในสถาบันการเงิน โดย NIM คำนวณจากต้นทุนของแบงก์ รวมด้วยการตั้งสำรองหนี้สูญ หากแบงก์สำรองสูง ต้นทุนก็จะแพง อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังเข้มแข็ง แต่รายย่อยยังเข้าถึงเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง

ส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท หรือ 64.29% ของจีดีพี ส่วนระดับการก่อหนี้สาธารณะตามกรอบเพดานการก่อหนี้อยู่ที่ไม่เกิน 14 ล้านล้านบาท หรือไม่เกิน 70% ของจีดีพี หมายความว่า เราสามารถก่อหนี้ได้อีกไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเติมเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เพื่อเข้ามากระตุ้น
เศรษฐกิจเพิ่ม

ทั้งนี้การเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ตเม็ดเงินราว 4.5-5 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการสร้างพายุหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโอกาสอันสำคัญของประเทศ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และข้อมูลทั้งหมดเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูล ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้