ชัชชาติ ควง ผอ.สำนักระบายน้ำ เล่าปัญหาระบายคลองเปรมฯ เร่งเพิ่มเครื่องสูบ นายกฯ ย้ำเฝ้าระวังจุดเสี่ยง

1.08.24 | 17:03 น.

ชัชชาติ ควง ผอ.สำนักระบายน้ำ เล่าปัญหาระบายคลองเปรมฯ เร่งเพิ่มเครื่องสูบ นายกฯ ย้ำเฝ้าระวังจุดเสี่ยง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะเดินทางเข้าตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ พร้อมรับฟังแนวทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมคณะให้การต้อนรับ

นายเศรษฐา กล่าวว่า จริงๆแล้ววันนี้มาให้กำลังใจ เพราะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และหน้าฝนปีนี้มาเร็ว ทุกคนก็ทำงานได้เป็นอย่างดีไม่เป็นปัญหามากกับพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากว่าปีนี้ปรากฏการณ์ลานีญาทำให้ปีนี้มีฝนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน  มีปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่กรุงเทพฯ ในช่วงเดือน ส.ค.ไปจนถึงเดือน พ.ย.ช่วงลอยกระทง รัฐบาล และ กทม. จึงต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และพื้นที่ทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ

พร้อมกับขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง กทม. เตรียมการเฝ้าระวัง และการประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเหตุการณ์เฉพาะหน้าในเรื่องปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำ รวมถึงการเตรียมพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำรอการระบาย และเตรียมพร้อมรับมือน้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุนด้วย  รวมถึงการควบคุมปริมาณน้ำในคลองต่างๆต้องให้เกิดความเหมาะสม หากฝนตกน้ำทะเลหนุนก็ถือเป็นเรื่องใหญ่

Advertisement

นายเศรษฐากล่าวว่า กำชับให้ กทม. ดูแลชุมชนแออัด ที่มีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่แม้จะไม่ได้มีน้ำฝนที่ตกลงมามากแต่ในชุมชนแออัดก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น ชุมชนบ่อนไก่เขตคลองเตย ที่เคยได้ไปลงพื้นที่มา พร้อมกับสั่งการให้ กทม.จัดตั้งเครื่องสูบน้ำและขุดลอกคูคลอง หากมีโอกาสตนจะร่วมลงพื้นที่ไปตรวจสอบด้วย  และที่ถามเรื่องพื้นที่ชุมชนเปราะบาง ไม่ใช่เป็นการจับผิด แต่เพื่อเป็นการไปช่วยกันทำงาน โดยรัฐบาลพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมือในการทำงาน

นายชัชชาติกล่าวว่า ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมเปรียบเสมือนสมองที่คอยสั่งการ ตีหนึ่งตีสองหากเกิดเหตุน้ำท่วม โดยตนก็จะมาฟังบรรยายสรุปที่นี่ แล้วค่อยสั่งการก่อนค่อยลงพื้นที่ สำหรับปัญหาน้ำมีอยู่ 4  ชนิด คือ น้ำเหนือ น้ำฝน น้ำหนุน และน้ำท่าที่มาตามทุ่ง หากมารวมกันก็จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกับปี 2554

นายชัชชาติ กล่าวว่า หลักการคือต้องดูแลทั้งเส้นเลือดหลักและเส้นเลือดฝอย เส้นเลือดหลัก เช่น อุโมงค์ระบายน้ำและคลองขนาดใหญ่ ซึ่งได้เร่งขุดลอก ทำอุโมงค์ระบายน้ำเป็นเมกะโปรเจกต์ไปแล้ว ส่วนเส้นเลือดฝอย กทม.มีท่อระบายน้ำกว่า 6,000 กิโลเมตร ซึ่งได้ร่วมมือกับทางกรมราชทัณฑ์และเอกชนในการลอกท่อระบายน้ำแล้ว

ด้านนายสุราษฎร์ เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ กล่าวว่า กทม.มีฝนเฉลี่ยในรอบ 30 ปีอยู่ที่ 1,700 มม. ขณะที่ปี 2565 ฝนตกอยู่ที่ 2,355 มม. ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 40% กทม.ได้สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา 88 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีคลองสายหลักในการระบายน้ำ ประกอบด้วย คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองพระโขนง คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองภาษีเจริญ

นายสุราษฎร์กล่าวว่า ปัญหาที่พบอยู่ขณะนี้คือ การระบายน้ำในคลองเปรมประชากร ซึ่งมีการก่อสร้างเขื่อนและบ้านมั่นคง ทำให้ระบายน้ำได้ช้า กทม.จึงเพิ่มเครื่องสูบน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะเขตดอนเมือง

ขณะที่การรับน้ำฝน กทม.ได้ควบคุมระดับน้ำในคลอง เตรียมระบบระบายน้ำ เตรียมเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างทันท่วงที ส่วนปัญหาน้ำทะเลหนุนในช่วง ก.ย.-พ.ย.ของทุกปี ได้เร่งตรวจสอบจุดรั่วซึม เรียงกระสอบทรายพร้อมกับติดตามสถานการณ์จากกรมชลประทาน แลเแจ้งเตือนและเฝ้าระวังประชาชน จากสถานการณ์ในปี 2565 ได้มีการถอดบทเรียนพบว่าแม่น้ำเจ้าพระยามีจุดรั่วซึม 120 จุด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วประมาณ 50%

ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า มาช่วยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กทม. ในการปฏิบัติงาน พร้อมย้ำให้ กทม.มีแผนในการรองรับพื้นที่เปราะบางและมาตรการดูแลประชาชนเมื่อเกิดน้ำท่วม

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินเยี่ยมชมนิทรรศการโครงการตามแนวพระราชดำริด้านการป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยนายกฯ ได้สอบถามการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่มีการปฎิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถสื่อสารได้ทั้งทางวิทยุและโทรศัพท์  พร้อมทั้งสอบถามแนวเขื่อนกันน้ำในพื้นที่ปทุมธานี ที่ยังไม่มี  โดยได้เรียกทีมงานมาเก็บข้อมูลเพื่อหาทางแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักการระบายน้ำ ชั้น 6 การทำงานจะนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารที่ทันสมัย ประกอบด้วย สถานีแม่ข่าย และสถานีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีระบบจัดการและควบคุมโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วยระบบตรวจวัดข้อมูลต่างๆ เช่น เรดาร์ตรวจอากาศ ระบบตรวจวัดน้ำท่วมอุโมงค์ทางลอดจำนวน 8 แห่ง อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการเพิ่มและจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 140 จุด รวมทั้งสิ้น 248 จุด

ระบบตรวจวัดระดับน้ำจำนวน 255 แห่ง อยู่ระหว่างกำลังดำเนินการเพิ่มและจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2567 จำนวน 25 จุด รวมทั้งสิ้น 280 จุด ระบบตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำจำนวน 30 แห่ง ระบบตรวจสอบการทำงานของประตูระบายน้ำจำนวน 46 แห่ง ระบบการตรวจสอบการทำงานของเครื่องสูบน้ำจำนวน 32 แห่ง

สำหรับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วยการควบคุมระดับน้ำตาม ดูคลอง แก้มลิง และบ่อสูบน้ำต่างๆ ให้อยู่ในระดับต่ำ สำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำชั่วคราวในพื้นที่จุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวัง น้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลัก พื้นที่ชุมชนและพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมในถนนซอย

การเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ บ่อสูบน้ำ เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์สนับสนุน เช่น เครื่องกำเนินไฟฟ้า รถโมบายยูนิต เครื่องสูบน้ำ และหน่วย Best หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าแก้ไขสถานการณ์ การขุดลอกท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง เปิดทางน้ำไหล จัดเก็บขยะวัชพืช การติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำ การแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม สำรวจและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในชุมชนต่างๆโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.ได้ออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต บูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชน