เลขาธิการพรรค LDP ญี่ปุ่น เข้าพบ ‘แพทองธาร’ ในโอกาสเยือนภูมิภาคอาเซียน ย้ำ ‘ไทย’ ยังเป็นพาร์ทเนอร์และฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับญี่ปุ่น ยืนยันพร้อมเร่งรัดสนับสนุน ‘ไทย’ ร่วมสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายโมเตกิ โทชิมิตสึ (Mr.Motegi Toshimitsu) เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น พร้อมคณะ เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย, นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานและเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายดุสิต เมนะพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น, นายพลนชชา จักรเพ็ชร เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้านเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มียอดลงทุนสะสมในไทยเป็นอันดับ 1 และเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่สนับสนุนการค้า พร้อมยังเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยให้มากยิ่งขึ้น

น.ส.แพทองธารยังได้หยิบยกประเด็นมาตรการองรับการลงทุนต่างชาติของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่ารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ IGNITE Thailand ที่มุ่งหมายส่งเสริมการพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก ประกอบกับนโยบาย Soft Power ที่สนับสนุนให้มีการฝึกอาชีพให้พี่น้องประชาชนคนไทย สร้างงานสร้างอาชีพด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งภาคเอกชนญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในหลายสาขา พร้อมมองว่านายโมเตกิเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในพรรค LDP จึงขอให้ช่วยสนับสนุนและเพิ่มโอกาสในการค้า การลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมระหว่างกันของประชาชนต่อประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีนโยบายสนับสนุน Digital Transformation และ Green Transformation (GX) เพื่อนำไปสู่ Asia Zero Emission Community (AZEC) อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะร่วมมือกันสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ด้วย
“ขอให้เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นกับไทยเป็นหุ้นส่วนที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันมายาวนาน ซึ่งความสำคัญนี้จะไม่มีวันลดลงไป ยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปัจจุบัน ไทยกับญี่ปุ่นยิ่งจำเป็นต้องจับมือ ร่วมมือกัน ช่วยเหลือกันมากขึ้น ซึ่งล่าสุดรัฐบาลนายกฯเศรษฐาได้เพิ่มโอกาสและอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อการท่องเที่ยวและการเจรจาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการพำนักในไทยให้ชาวญี่ปุ่นที่เข้าไทย โดยได้รับการยกเว้นวีซ่า จาก 30 วัน เป็นไม่เกิน 60 วัน จึงหวังว่าจะช่วยทำให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อกิจกรรมทางธุรกิจและท่องเที่ยวมากขึ้น” น.ส.แพทองธารกล่าว

ขณะที่นายโมเตกิยืนยันว่า ญี่ปุ่นมองไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับไทยมีพลเมืองญี่ปุ่นอาศัยอยู่กว่า 70,000 คน และมีอีกกว่า 6,000 บริษัทในประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความสำคัญกับญี่ปุ่นมาก พร้อมยืนยันอีกว่า ญี่ปุ่นยังคงอยากร่วมมือกับประเทศไทยเพื่อผลักดันด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นพาร์ทเนอร์ในระยะยาว และยังรับปากด้วยว่าจะช่วยหารือให้กระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ของไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว
นายโมเตกิยังเปิดเผยด้วยว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งเคยมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในวันนั้นได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้พบกับบุตรสาวของอดีตนายกฯทักษิณด้วย พร้อมยังได้ฝากแสดงความเสียใจไปยังนายเศรษฐาที่ต้องสูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิดด้วย

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงสภาวะสังคมสูงอายุที่ทั้งญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญร่วมกัน และรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศก็สนับสนุนให้พลเมืองในประเทศของตนมีบุตรมากขึ้น ซึ่งในโอกาสนี้ น.ส.แพทองธารได้มอบ “กล่องรับขวัญ” ที่พรรคเพื่อไทยจัดทำขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมุ่งหวังให้อนาคตของชาติเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญเพื่อพัฒนาประเทศไทยแก่นายโมเตกิเพื่อเป็นที่ระลึกด้วย ซึ่งนายโมเตกิก็ได้ชื่นชมในนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทยด้วย


