‘กลุ่มเภสัชกร’ร้องนายกฯ ทบทวนแก้ พ.ร.บ.ยา

23.02.16 | 11:53 น.
ภาพจากเพจเภสัชเพื่อมวลชน

‘กลุ่มเภสัชกร’ร้องนายกฯทบทวนแก้ พ.ร.บ.ยา ชี้เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ปชช.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กลุ่มเภสัชกรเพื่อมวลชน กลุ่มเภสัชกรภาคใต้ นำโดยนายสงัด อินทร์นิพัฒน์ เลขาธิการกลุ่มเภสัชกรเพื่อมวลชน และนางวนิดา บัวแย้ม ประธานกลุ่มเภสัชกรภาคใต้ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายพันศักดิ์ เจริญ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยา พ.ศ. … เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

นายสงัดกล่าวว่า ทางกลุ่มเภสัชฯ และกลุ่มเภสัชกรภาคใต้ไม่เห็นด้วยที่จะนำร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับที่กฤษฎีกา ผ่านความเห็นชอบและกระทรวงสาธารณสุขได้ทำเอกสารเป็นมติที่ประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2557 ซึ่งจะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ เพราะเห็นว่ายังไม่มีการปรับแก้ไขในบางประเด็นที่ไม่เป็นไปตามสากลและก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบยาของประเทศ รวมถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในการแข่งขันกับภูมิภาคอาเซียน ทางตัวแทนเภสัชฯขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ยา ในประเด็นต่างๆ ดังนี้ ให้ทบทวนการแบ่งประเภทยา ควรแบ่งเป็น 3 ประเภทตามหลักสากล คือ ยาที่ต้องใช้ใบสั่งยา ยาที่เภสัชเป็นผู้สั่งจ่าย และยาที่ประชาชนเลือกใช้ได้เอง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกวิชาชีพสามารถจ่ายยาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ขอให้ตัดข้อยกเว้นมาตรา 24(2) ออก ที่ระบุให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ต้องขออนุญาตผลิต ขาย หรือนำเข้ายาแผนปัจจุบัน ยาแผนไทย และยาแผนทางเลือก ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นเภสัชกรสามารถผสมยาได้เอง ควรทบทวนประเด็นที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จัดการประกอบการด้านยา เช่น การผลิตยาแผนไทยในระดับอุตสาหกรรม ควรให้เภสัชกรเป็นผู้ควบคุม

นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อห้ามในการขายยาชุด ไม่มีข้อกำหนดความรับผิดทางแพ่งสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 159 และไม่มีโทษทางปกครอง อีกทั้งยังสามารถโฆษณายาได้ทุกประเภทและโฆษณายารักษาโรคร้ายแรง โดยไม่กำหนด ทางกลุ่มเภสัชฯจึงขอคัดค้านและขอให้ทบทวนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อให้ประเทศและประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล จึงขอให้มีการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และนำฉบับที่ปรับแก้แล้วเสนอให้ที่ประชุม ครม.ก่อนเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป