สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ตุลาการภิวัตน์’ ฉบับ ‘เพลิน พรหมแดน’

5.08.24 | 12:00 น.

วงการเพลงไทย แวดวงศิลปวัฒนธรรมไทย และสังคมไทยโดยรวม เพิ่งสูญเสียศิลปินรุ่นใหญ่ระดับอาวุโสผู้น่านับถือไปอีกหนึ่งท่าน นั่นคือ “เพลิน พรหมแดน” (สมส่วน พรหมสว่าง) ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2555 ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 ขณะมีวัย 85 ปี

สำหรับคนส่วนใหญ่ เพลิน พรหมแดน คือ “ราชาเพลงพูด” ที่ไม่เพียงโดดเด่นแตกต่างจาก “นักร้องลูกทุ่ง” รายอื่นๆ แต่เนื้อหาผลงานอันเฉียบคม ลึกซึ้ง เปี่ยมอารมณ์ขันของเขา ยังสร้างแรงบันดาลใจและส่งอิทธิพลมาถึงศิลปินในกลุ่ม “เพลงสตริง” หรือ “เพลงแร็พ-ฮิพฮอพ” รุ่นหลังๆ ด้วย

ส่วนในแง่การเมือง หลายคนย่อมทราบว่า ตลอดห้วงเวลาของวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย นับแต่ปลายทศวรรษ 2540 ถึงปัจจุบัน “เพลิน พรหมแดน” นั้นแสดงจุดยืนชัดเจนในการเลือกอยู่ข้าง “ประชาธิปไตย” มาอย่างแน่วแน่ไม่แปรผัน

หากให้พูดถึง “เพลงเพลิน พรหมแดน” ที่ประทับใจ-โดนใจ ผู้ฟังหลากหลายท่านอาจมีทรรศนะความคิดเห็นที่ผิดแผกกันไป

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลงานของ “เพลิน พรหมแดน” ที่ยอดเยี่ยมจับใจผมที่สุด นั้นได้แก่เพลง “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” เมื่อปี 2539 ซึ่งถ้าอยากนิยาม “เล่นๆ” ว่าเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” ฉบับ “เพลิน พรหมแดน” ก็คงจะไม่ผิดนัก

Advertisement

กระนั้นก็ดี คงต้องหมายเหตุไว้ชัดๆ เหมือนกันว่าวิสัยทัศน์เรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” ฉบับ “เพลิน พรหมแดน” ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 คงไม่ได้เกี่ยวข้องหรืออาจไม่ใช่บทสนทนากับ “ตุลาการภิวัตน์” ทางการเมืองไทยที่ก่อตัวในช่วงปลายทศวรรษ 2540 โดยตรงเสียทีเดียว

ทั้งนี้ เนื้อหาของเพลง “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” ดูจะมุ่งวิพากษ์วิจารณ์และหยอกล้อผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไทย และบรรดาขุนนางในระบบราชการไทยโดยรวม ซึ่งสอดคล้องกับโลกทัศน์สามัญของชาวบ้านจำนวนมากในประเทศนี้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดหรือท่ามกลางบริบททางการเมืองแบบไหนก็ตาม

แล้ววิสัยทัศน์ “ตุลาการภิวัตน์” ฉบับ “เพลิน พรหมแดน” ที่ปรากฏผ่านเพลง “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” เมื่อ 28 ปีก่อน นั้นมีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง?

ประการแรก สิ่งที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้นำเสนอไว้อย่างแหลมคม ก็คือ “ตุลาการภิวัตน์” ใน “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” นั้นมิใช่สภาพการณ์ที่ “ตุลาการ” จะแผ่ขยายอำนาจและทรรศนะ-ค่านิยมดั้งเดิมของตนเอง เข้ามากำหนด-ควบคุมปริมณฑลสาธารณะอื่นๆ

ตรงกันข้าม ราชาเพลงพูดกลับแนะให้ “คนเป็นตุลาการ” ต้อง “วิวัฒน์” ตัวเองไปตามโลก-สังคมภายนอกที่ทันสมัยขึ้น และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

พูดอีกแบบ คือ “ตุลาการ” อย่าง “เปาบุ้นจิ้น” ควร “ตามโลกให้ทัน” มิใช่ “เหนี่ยวรั้งโลกที่เปลี่ยนแปลง” เอาไว้ตรงจุดเดิม

ประการที่สอง อย่างที่ทราบกันดีว่า “เปาบุ้นจิ้น” นั้นมีสถานภาพเป็นทั้ง “ตุลาการ” และ “เจ้าเมือง” หรือขุนนางในระบบราชการไปพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้ สาระสำคัญจากเพลงในข้อแรกจึงสามารถประยุกต์ใช้กับบรรดา “เจ้าคนนายคน” ในระบบราชการไทยอันยิ่งใหญ่และไพศาลได้ด้วย

นอกจากขุนนางทั้งหลายควรจะ “วิวัฒน์” ตามโลกภายนอกให้เท่าทันแล้ว เพลง “เปาบุ้นจิ้นเผาศาล” ยังเตือนให้พวกเขาเหล่านั้น รู้จัก “ฟัง” ประชาชนคนธรรมดามากกว่านี้ ยอมรับใน “ความไม่รู้” ของตนเองมากกว่านี้ และควรฝึกหัดตัวเองให้มี “อารมณ์ขัน” มากกว่านี้

นี่คือ “จุดตาย” ของผู้มีอำนาจคนแล้วคนเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่สะท้อนผ่านผลงานคลาสสิกข้ามยุคสมัยของ “ราชาเพลงพูดผู้ล่วงลับ”

ปราปต์ บุนปาน