เรื่องการคอร์รัปชั่นในระดับเมือง โดยเฉพาะข่าวใน กทม.นั้นเป็นเรื่องระดับมหากาพย์ และก็คงสร้างความหนักใจให้กับผู้บริหารใหม่ไม่มากก็น้อย
พูดกันแบบไม่อ้อมค้อม ผมคิดว่าผมและคนจำนวนมากไม่ใช่ไม่รู้ว่า กทม.มีเรื่องทุจริต ซึ่งก็คงไม่ต่างจากหน่วยราชการอื่น และหน่วยการปกครองอื่น
สิ่งที่คอยลุ้นและคาดหวังจาก อ.ชัชชาติ และทีมบริหารน่าจะอยู่ที่เรื่องว่า อ.ชัชชาติ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร จะจัดการแตกต่างไปจากผู้บริหารคนอื่นและเมืองอื่นๆ อย่างไรมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องพื้นฐานในการทำความเข้าใจเรื่องคอร์รัปชั่นอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะจากเอกสารของ Anti-Corruption Resource Centre (U4 Issue 2021:3) เมื่อปี 2021 ดังที่จะขอสรุปคร่าวๆ ไว้ดังนี้
การคอร์รัปชั่นนั้นไม่ใช่โรคร้าย หรือความเบี่ยงเบน แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ไม่มีสังคมใดที่ปลอดจากสิ่งนี้ไปเสียทั้งหมด นอกจากนี้คอร์รัปชั่นยังมีความซับซ้อนและไม่หายไปได้ง่ายๆ การลดการคอร์รัปชั่นลงไม่ใช่กระบวนการที่ทำได้ง่ายๆ ในแบบเส้นตรง และแม้จะมีบางครั้งที่การคอร์รัปชั่นลดลงก็ไม่ได้แปลว่าจะรักษามันเอาไว้ได้ง่ายๆ ด้วยว่าการคอร์รัปชั่นมีอยู่หลายรูปแบบและมีระดับที่แตกต่างกัน
การต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะต้องมีความเข้าใจบริบทของการคอร์รัปชั่นในแต่ละครั้งและพื้นที่ รวมทั้งเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลในการขับเคลื่อนคอร์รัปชั่นที่มีอยู่หลายแบบ และยังจะต้องเข้าใจมิติด้านเศรษฐกิจการเมืองของพื้นที่นั้นๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ด้วยว่าการจัดการคอร์รัปชั่นไม่ได้มีตัวแบบที่ตายตัวแบบเดียวที่เหมือนกับพิมพ์เขียว ด้วยว่าแนวทางในการทำความเข้าใจ เครื่องมือ และตัวแสดงในเรื่องการคอร์รัปชั่นมีความแตกต่างกันในการทำความเข้าใจรากฐานของปัญหาในแต่ละบริบท
กล่าวโดยสรุป ถ้าคอร์รัปชั่นมันมีความซับซ้อนและขึ้นกับบริบทด้วย การต่อต้านการคอร์รัปชั่นก็จะต้องมีความซับซ้อนและขึ้นกับบริบทเช่นกัน การจัดการการคอร์รัปชั่นจึงไม่ได้จบแค่การจับกุมบุคคล หรือคณะบุคคลแล้วเอามาลงโทษเท่านั้น แต่อาจจะต้องแก้ไขระบบที่ส่งเสริมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นด้วย
โดยภาพรวมแล้วการจัดการกับการคอร์รัปชั่นที่ประสบความสำเร็จมักจะประกอบไปด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ ประสานงานกันการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การได้ประโยชน์จากโอกาสที่เปิดขึ้นในบางช่วงเวลา การสร้างและใช้ประโยชน์จากเจตจำนงทางการเมือง รวมไปถึงการได้รับการสนับสนุนจากพลเมือง โดยการสร้างระบบธรรมาภิบาล การเปลี่ยนแปลงตามความคาดหวังของประชาชน และการปรับแปลงปริมณฑลทางนโยบาย ทั้งนี้ การต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะต้องมีลักษณะที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ มีความตื่นตัวทางการเมือง และคำนึงถึงผลสะเทือนทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วการต่อต้านการคอร์รัปชั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ หรือทำได้อย่างสำเร็จสมบูรณ์ เพราะมันขึ้นกับบริบททางเศรษฐกิจการเมือง และปริมณฑลทางนโยบายที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งบางครั้งการจัดการการคอร์รัปชั่นอาจจะต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติและในระดับประเทศ โดยเฉพาะความมุ่งหวังของรัฐบาลกลางด้วย ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น
สำหรับคำจำกัดความของการคอร์รัปชั่นที่น่าสนใจก็คือสูตร United Nations Development Programme ที่ว่า
การคอร์รัปชั่น (Corruption) = (การผูกขาด monopoly + การใช้ดุลพินิจ discretion) + (ความพร้อมรับผิด accountability + ความซื่อสัตย์ integrity + ความโปร่งใส transparency)
ประเด็นที่ควรพิจารณาไม่ใช่แค่ว่าใครบ้างที่เป็นคนผิด เมื่อเราพิจารณาเรื่องคอร์รัปชั่นในหน่วยงาน โดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ เรามักจะชอบอธิบายว่าการคอร์รัปชั่นมีกี่รูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าใครๆ ก็รู้
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการคอร์รัปชั่นมันดำรงอยู่ได้ด้วยคำอธิบายสี่แบบใหญ่ หรืออธิบายว่าเมื่อเกิดขึ้นในระดับปัจเจก หรือระดับกรณีศึกษานั้นมันจะถูกคนที่เกี่ยวข้องอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
หรือมีสี่ตัวขับเคลื่อนใหญ่ดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ได้แก่
1.“มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้” ด้วยการอธิบายว่า ถ้ามีโอกาสทำก็จะไม่มีใครจับได้ และไม่มีการลงโทษ ซึ่งหมายถึงว่าสิ่งที่ผลักดันให้เกิดการคอร์รัปชั่นในเงื่อนไขนี้คือ ไม่มีการควบคุมตัวกระทำการเหล่านั้น
2.“มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ด้วยการอธิบายว่า ระบบที่เป็นอยู่ยังไงมันก็เปลี่ยนไปจากนี้ไม่ได้หรอก จะไปพยายามแก้ไขมันทำไม ดังนั้น มันเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์และไร้เหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ทำไมเราจะต้องเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ระบบจากที่เป็นอยู่ หรือจากโอกาสที่เปิดอยู่ในตอนนี้ ซึ่งหมายถึงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากลักษณะของพฤติกรรมกลุ่มที่จะมีคนตีตั๋วฟรีกันนั่นแหละครับ ใครไม่ทำก็ดูขวางโลก และโง่ และไม่เข้าพวก
3.“มันเป็นสิ่งที่สมควรทำและผู้คนก็คาดหวัง” ด้วยการอธิบายว่า นี่คือวิถีที่เป็นอยู่ เรามีภาระที่ต้องดูแลถ้าไม่ทำจะหาเลี้ยง หรือดูแลคนเหล่านั้นอย่างไร) หมายความว่าปัญหาคอร์รัปชั่นถูกขับเคลื่อนโดยการให้เหตุผลกับค่านิยมบางประการ และเกิดจากแรงกดดันบางอย่าง
4.“การคอร์รัปชั่นมันช่วยแก้ปัญหาได้” ด้วยการอธิบายว่า ระบบที่เป็นอยู่มันเฮงซวย การคอร์รัปชั่นมีตรรกะของมัน มีเหตุผลของมัน และเป็นสิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ คือจ่ายๆ มันไปเถอะเดี๋ยวมันก็จบแล้ว หมายความว่าตัวขับเคลื่อนสำคัญได้แก่ความเชื่อว่าการคอร์รัปชั่นมีหน้าที่หรือประโยชน์ในระยะสั้น
ผมคิดว่าตัวขับเคลื่อน หรือคำอธิบายเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเข้าใจความซับซ้อนที่เกิดขึ้นของการคอร์รัปชั่น และช่วยไม่ทำให้การรณรงค์แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นดูเป็นเรื่องที่ไร้เดียงสา หรือถูกมองอย่างเคลือบแคลงสงสัยว่ากำลังหาประโยชน์จากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ลำบากยากเย็นในการแก้คอร์รัปชั่นในเมือง เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากว่ามันแย่จริงไหม และแย่กับใคร
ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่บางทีเมืองมันแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ถามว่าคนรวยเอาเข้าจริงเขาแคร์เหรอว่าเมืองนี้จะปลอดจากการคอร์รัปชั่นไหม เอาเข้าจริงผมก็ไม่แน่ใจขนาดนั้น เราก็เห็นกระบวนการผังเมืองและประเมินผลสิ่งแวดล้อมมากมายที่พวกคนรวยเขาก็ทำอะไรขี้เหร่ตั้งหลายครั้ง หรือที่เห็นคนรวยทะเลาะกันในเรื่องแบบนี้ก็มี
ส่วนคนจนบางครั้งไม่จ่ายก็ขายของไม่ได้ คนรวยก็รังเกียจ แต่ถ้าคนจนอยู่ไม่ได้ คนรวยก็อยู่ลำบากเพราะขาดแคลนบริการ
แต่ในบางเรื่องมันก็เห็นจริงๆ ว่า ไอ้การซื้อของแพงเข้ามาในนามของการให้บริการนั้นมันทำให้ทุกฝ่ายนั้นเจอปัญหาแน่นอน
ดังนั้น ก็คงต้องเข้าใจกันก่อนว่าการแก้คอร์รัปชั่นบางเรื่องอาจจะแก้ได้ แต่จะให้แก้ทุกเรื่องคงจะแก้ได้ยาก อาจจะแก้ได้เฉพาะบางเรื่องที่มีผลประโยชน์ร่วมกันที่จับต้องได้เสียก่อน
ส่วนการเพิ่มการมีส่วนร่วมในการติดตามผล เราก็คงจะเห็นกันแหละครับว่าในกรณีของสภา กทม.นั้นสุดท้ายก็เป็นเรื่องของพวกเขาเอง ไม่ใช่เรื่องคนนอกจะเข้าไปร่วม และสุดท้ายคนก็สนใจเรื่องของสภา กทม.เท่าเดิมหรือน้อยลง แต่สนใจเรื่องผู้ว่าฯมากขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ทั้งที่ทั้งสองหน่วยงานนั้นเลือกตั้งมาด้วยกัน และอาจจะเลือกตั้งพร้อมกันในครั้งต่อไป
เรื่องการคอร์รัปชั่นและการต่อต้านการคอร์รัปชั่นในระดับเมืองยังจะต้องคุยกันอีกยาวครับ วันนี้ขออนุญาตแค่เกริ่นนำแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ

