สถานีคิดเลขที่ 12 : คดีก้าวไกล
วันที่ 7 สิงหาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดคู่กรณีทั้ง กกต. และพรรคก้าวไกล ฟังคำวินิจฉัยกรณียุบพรรค
จวบจนถึงวันนี้ ทั้ง กกต. และพรรคก้าวไกล ต่างเชื่อมั่นว่าตัวเองจะชนะคดี
สำหรับ กกต.มองว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ระบุว่า การกระทำของพรรคก้าวไกล นั้นเข้าข่ายเป็นความผิดมาตรา 92 (1) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
คำวินิจฉัยดังกล่าว เป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลกระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
จึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคก้าวไกล
คำวินิจฉัยที่ กกต.ยึดเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้นั้น คือ คำวินิจฉัยที่ว่า การรณรงค์หาเสียงของพรรคก้าวไกลเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 กฎหมายอาญานั้น เข้าข่ายความผิดฐานล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49
ขณะที่พรรคก้าวไกล แถลงปิดคดี 9 ข้อ และมั่นใจว่าจะชนะคดี
9 ข้อดังกล่าว สรุปได้ว่า 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับคำร้องคดีนี้ไว้วินิจฉัย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่มีมาตราใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองไว้อย่างชัดแจ้ง
2.การยื่นคำร้องของ กกต.มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่รับฟังคู่ความคดีทุกฝ่าย
3.คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไม่มีผลผูกพันในการพิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้
ข้ออ้างที่ กกต.กล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง หรือมีการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองนั้น ถือเป็นข้อกล่าวหาใหม่ที่ศาลไม่เคยวินิจฉัยมาก่อน
การนำผลคำวินิจฉัยในคดีก่อนมาวินิจฉัยคดีนี้ ต้องมีมาตรฐานที่เข้มข้นกว่าหรือระดับเดียวกัน ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานพิสูจน์จนสิ้นสงสัย
4.นอกจากการเสนอนโยบายแก้ไขมาตรา 112 กฎหมายอาญาแล้ว การกระทำอื่นๆ ตามคำร้อง มิได้เป็นการกระทำของพรรคก้าวไกล เพราะไม่ได้เป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค
5.การกระทำตามที่ กกต.กล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง เมื่อพิจารณาตามสภาวะวิสัยและความเชื่อของวิญญูชนทั่วไป การกระทำที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยมิได้เป็นการล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด
6.การกระทำของพรรคก้าวไกลไม่ใช่การกระทำที่รุนแรงถึงยุบพรรค และไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องสั่งยุบพรรค
7.แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งยุบพรรค ก็ไม่มีอำนาจกำหนดระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหาร ซึ่งหากจะมีการจำกัดสิทธิก็ต้องกระทำตามกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น
8.ระยะเวลาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้เป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น
หากศาลเห็นว่ามีอำนาจกำหนดระยะเวลาเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ก็ต้องอยู่บนหลักความพอสมควรแก่เหตุ ซึ่งไม่ควรเกิน 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปี ตามที่ กกต.ร้องขอ
และ 9.การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องเพิกถอนเฉพาะกรรมการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเท่านั้น ไม่รวมกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีนี้
ทั้งหมดเป็นบทสรุปของข้อกล่าวหา และข้อแก้ต่าง
ส่วนคำตัดสินต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
และผลจากคำวินิจฉัยก็ต้องรอหลังวันที่ 7 สิงหาคมต่อไป
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

