สถานีคิดเลขที่ 12 : ผลแห่งคดี ลุ้นไปต่อ?

7.08.24 | 12:16 น.

เดือนสิงหาคม มีคดีทางการเมืองที่รอความชัดเจน จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกาศวัน เวลา นัดฟังคำตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับ พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง

อย่าง “พรรคก้าวไกล” และผู้นำฝ่ายบริหาร อย่าง “นายกรัฐมนตรี”

คำร้องแรก คือ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยคำร้องที่ว่า จะมีการยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ ในวันที่ 7 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมกับขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดดังกล่าวด้วย

ในกรณีที่พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112 มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผลของคำวินิจฉัยย่อมออกได้เป็น 2 ทาง คือ 1.ไม่ถูกยุบพรรค กับ 2.ถูกยุบพรรค และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. เป็นเวลากี่ปี

Advertisement

ซึ่งคำตัดสินย่อมถือเป็นดุลพินิจการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

แต่ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยต่อการยุบพรรคก้าวไกลจะออกมาในแนวทางใด ผู้ที่เกี่ยวข้องของพรรคก้าวไกลในทุกระดับ ย่อมต้องเตรียมพร้อมในทุกแนวทางคำตัดสิน

หากผลออกมาในทางบวก ไม่ถูกยุบพรรค พรรคก้าวไกลก็จะเดินหน้าต่อในสารบบการเมือง ด้วยจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มั่นคงต่อไป โดยมีเป้าหมาย คือ การเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร

หากผลออกในทาง “เวิร์สต์เคสซีเนริโอ” แกนนำพรรคก้าวไกล ต้องเตรียมพรรคใหม่ เพื่อให้ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล ได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป เนื่องจากหากมีเหตุให้ยุบพรรค

ส.ส.ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน เพื่อไม่ให้สิ้นสภาพ ส.ส. รวมทั้งการวางตัวผู้นำพรรครุ่น 3 ว่าจะเป็นใครมารับไม้ต่อจาก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ซึ่งต้องรอความชัดเจนผ่านผลของคำวินิจฉัยของคำร้องดังกล่าว

เช่นเดียวกับ ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 14 สิงหาคม เวลา 15.00 น. กรณีที่สมาชิกวุฒิสภา 40 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา

ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า นายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกา มีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5)

เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่

ผลของคำวินิจฉัยย่อมออกได้เป็น 2 ทาง คือ 1.ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯไม่สิ้นสุดลง กับ 2.นายกฯพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ตามคำร้อง

ซึ่งล้วนต้องรอความชัดเจน ผ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้เช่นกัน

ผลสรุปของทั้งสองคดีดังกล่าว จะชี้ขาดว่าใครจะได้ไปต่อ หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่

จตุรงค์ ปทุมานนท์