“ช่อ” โวย “ก้าวไกล” ถูกยุบ เพราะผู้มีอำนาจหวาดกลัว มองเป็นภัยคุกคาม เชื่อ ไม่มีงูเห่าซบพรรคอื่น แย้ม ”คณะก้าวหน้า“ อ้าแขนรับ กก.บห.ที่ถูกตัดสิทธิ
เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 7 สิงหาคม ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำวินิจฉัยในวันนี้ เป็นสิ่งที่สั่นคลอนต่อการคงอยู่ในอำนาจของทุกท่าน และมีคำวินิจฉัยออกมาว่าจะไม่ปล่อยให้ภัยคุกคามของพวกเขาคงอยู่ แต่นั่นคือการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในประเทศนี้ ซึ่งคิดว่ามีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ แต่เขาไม่รู้ตัวว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุด คือประชาชน แม้ศาลจะวินิจฉัยไม่ให้พรรคก้าวไกลไปต่อ แต่สิ่งที่เรากำลังรอฟังคือคำวินิจฉัยจากประชาชน ว่าเขาตัดสินใจอย่างไร โดยเฉพาะคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง และมีความฝันแบบเดียวกับพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล อยากให้ทุกคนเปล่งเสียงออกมาอย่างดัง ในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจ ว่าอยากให้เราไปต่อหรือไม่
เมื่อถามว่าสมาชิกพรรคก้าวไกลที่ถูกตัดสิทธิ จะมาอยู่กับคณะก้าวหน้าหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า หากกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ตัดสินใจว่าอยากทำงานการเมืองต่อ คณะก้าวหน้าก็เป็นอีกหนึ่งช่องทาง เพราะเป็นองคาพยพที่สานต่อภารกิจ และเจตนารมณ์ของพรรคอนาคตใหม่ การทำงานของคณะก้าวหน้าก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และการทำงานของพรรคการเมืองใหม่ของพรรคก้าวไกล ก็คงสอดประสานกับคณะก้าวหน้า

เมื่อถามว่า ความใกล้ชิดของพรรคการเมืองใหม่กับคณะก้าวหน้า หลังจากนี้จะมีผลในทางลบหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของผู้มีอำนาจในการทำให้เราหวาดกลัว แต่ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า เราก้าวพ้นความกังวลจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีอะไรหยุดยั้งความต้องทำงานการเมืองของเราได้
เมื่อถามว่า มองว่า ส.ส.อีก 10 คน ที่ถูกยื่น ป.ป.ช.ให้สอบจริยธรรม จะโดนตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตเหมือนกับที่ตนเองโดนหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า เชื่อว่า คนที่เข้ามาทำการเมืองทุกคนรู้ราคาที่ต้องจ่าย สำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้คืออนาคต และชีวิตทางการเมืองของเรา หากสำเร็จก็มีคุณค่าพอที่จะจ่ายราคาแพงเช่นนี้ และ ส.ส. คงไม่ได้มาคำนึงในชะตากรรมของตัวเอง แต่จะใช้เวลาทุกนาทีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนผลการตัดสินคดีจริยธรรม ทุกคนไม่ใช่น้อมรับแต่ก้มหน้ารับ
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับพรรคก้าวไกล ถึงแนวทางหลังจากนี้หรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพูดคุย การทำงานยังดำเนินต่อไป ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองคืออะไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะสานภารกิจต่อไป หลังจากนี้พรรคก้าวไกลต้องเตรียมการย้ายไปสู่บ้านหลังใหม่
เมื่อถามว่า คิดว่าจะมี ส.ส.ย้ายไปอยู่พรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคใหม่ของก้าวไกลหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า เราพูดอยู่เสมอว่า ‘พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค’ ดังนั้น คนหรือ ส.ส.ในพรรคไม่ได้สำคัญเท่ากับตัวพรรค
“ดังนั้น หากใครตัดสินใจว่าจะไม่ไปต่อกับพรรคก็ออกไป จะมีคนใหม่เข้าเสมอ แต่ก็คิดว่าคงไม่มี ส.ส.ก้าวไกล จากไปเยอะ เพราะรู้จักทุกคนเป็นอย่างดี เชื่อว่าทุกคนยืนหยัดในอดุมการณ์เดียวกัน หวังว่าจะเห็นทุกคนเดินหน้าต่อไปอย่างเอกภาพ” น.ส.พรรณิการ์กล่าว

