นายกฯ นั่งหัวโต๊ะแก้ไขดินโคลนถล่มภูเก็ต รับฟังรายงานจากกรมทรัพยากรธานี(ทธ.) หินแกรนิตผุพังมีโอกาสดินถล่มระดับปานกลางถึงสูง ฝนตกหนักชั้นดินอุ้มไม่ไหว สิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ ก่อนสั่งตั้งสถานีวัดเคลื่อนตัวมวลดิน-อุปกรณ์เครื่องมือเฝ้าระวังและเตือนภัยดินถล่ม-น้ำป่าหลาก
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ห้องประชุมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ แหลมพันวา จ.ภูเก็ต นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดภูเก็ด
นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวรายงานสถานการณ์พิบัติภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า มีฝนตกหนักตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เกิดเหตุการณ์น้ำบ่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ ครอบคลุมตำบลกะทู้ ตำบลกมลา อำเภอกะทู้, ตำบลศรีสุนทร ตำบลเทพกษัตรี ตำบลเชิงทะเล ตำบลป่าคลอก และตำบลสาคู อำเภอถลาง ปริมาณน้ำฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ วันที่ 29-30 มิถุนายน วัดปริมาณได้ 113 มิลลิเมตร ที่ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ความเสียหายครอบคลุมพื้นที่จังหวัดภูเก็ต 2 อำเภอ 7 ตำบล 41 หมู่บ้าน 4 ชุมชนน 740 ครอบครัว มีประชาขนได้รับผลกระทบ 1,486 คน แบ่งเป็นอำเภอกะทู้ 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลกะทู้ และตำบลกมลา, อำเภอถลาง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลศรีสุนทร ตำบลเทพกระษัตรี ตำบลเชิงทะเล ตำบลป่าคลอก และตำบลสาคู
ด้านนายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี(ทธ.) รายงานการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา เกี่ยวกับการสำรวจ ศึกษา จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมรายงานสาเหตุเกิดจากธรณีสัณฐานของจังหวัดภูเก็ตเป็นเทือกเขาและเนินเขาที่มีความลาดชันสูง รอบล้อมด้วยทะเล มีพื้นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขา โดยที่ความสูงค่อย ๆ ลดระดับจากเชิงเขาลงสู่ที่ราบ ซึ่งเป็นหาดทรายริมชายฝั่งทะเล ธรณีวิทยาร่องระหว่างหุบเขาที่มีความสูงชันรองรับด้วยหินแกรนิตหาดกะตะ อายุ 91-105 ล้านปี หินแกรนิตผุพังเป็นชั้นดินทรายปนดินเหนียวค่อนข้างหนาอยู่ในพื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มในระดับปานกลาง-สูง ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกหนักสะสม ส่งผลทำให้ชั้นดินอุ้มไม่ไหว เกิดการเคลื่อนตัวเป็นแผ่นดินถล่มชนิดเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) ของเศษหินขนาดใหญ่ตะกอนกรวด ทราย และชากต้นไม้
ในขณะที่ลักษณะทางน้ำเป็นเส้นตรง ไม่ได้โค้งตวัดสายสั้น ตัดผ่านในหินแกรนิต ส่งผลให้น้ำไหลลงสู่ทะเลได้รวดเร็ว นอกจากนี้มีการแผ้วถางเปิดหน้าดินเพื่อพัฒนาบนที่สูง ทำให้ขาดพืชพันธุ์ในการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ดังนั้นน้ำที่ไหลเข้าท่วมชุมซุนจึงมีตะกอนปะปนเป็นจำนาก ตลอดจนสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำไม่ให้ไหลตามธรรมชาติ เช่น ถนน บ้านจัดสรร ขยะ คันกั้นน้ำตามธรรมชาติ เมื่อมีน้ำสะสมในปริมาณที่มาก จึงทำให้ดินในบริเวณนั้นอ่อนตัว และเมื่อสิ่งก่อสร้างแตกหักชำรุดจะทำให้น้ำไหลทะลักลงสู่ที่ลุ่มต่ำได้รวดเร็วและรุนแรง ส่งผลทำให้ตลิ่งสองฝั่งของทางน้ำเกิดการพังทลาย และกรณีน้ำทะเลหนุนเข้าสู่แผ่นดิน ทำให้น้ำไหลลงสู่ทะเลได้ช้า ปริมาณน้ำฝนสะสม 300 มิลลิเมตรต่อวัน
ด้านมาตรการแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ของกรมทรัพยากรธรณีนั้น เพื่อลดการชะล้างพังทลายหน้าดินในพื้นที่ลาดขันสูง และมีชั้นดินหนา ดำเนินการโดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกต้นไม้ยืนต้น โตไวที่มีรากแก้วลึก และมีรากแขนงที่ใช้ยึดเกาะหินลดการสูญเสียหน้าดินและช่วยป้องกันดินถล่มได้ เช่น ต้นกระถิน ต้นไผ่ หรือวางวัสดุคลุมดิน ลดการกัดเซาะพังทลายร่วมกับการปลูกป่า วางกระสอบพลาสติกแบบมีปีก กันดินเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันและจัดการปัญหาดินถล่มหรือการกัดเซาะของดิน เพิ่มความมั่นคงให้กับพื้นผิวที่มีการเคลื่อนตัวของดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บริเวณลาดเขาหรือพื้นที่ที่มีการไหลของน้ำที่แรง
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ปัญหาดินโคลนถล่มในภูเก็ตเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อประสานงานกัน เคลียร์ปัญหา Road block ทั้งหลาย รวมทั้งการสร้างสะพานอาจเป็นอุปสรรคของการไหลของน้ำ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดี และอยากให้หน่วยงานอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจให้ดีว่าได้คลี่คลายปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงที่มีความเสี่ยงสูงที่เห็นใน HEAT MAP ทั้งนี้ในการตรวจราชการที่ภูเก็ตครั้งที่แล้ว มีการรายงานพื้นที่เสี่ยง 3 แห่ง ไม่ทราบว่ามีมาตรการเร่งด่วนหรือไม่ เพราะตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฝนแล้วซึ่งถือเป็นฤดูอันตรายที่เราต้องดูแลกันต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้กรมทรัพยากรธรณี ตั้งสถานีวัดการเคลื่อนตัวของมวลดิน พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือในการเฝ้าระวัง เพื่อแจ้งเตือนภัยแผ่นดินถล่ม น้ำบ่าไหลหลาก โดยใช้การซักซ้อมการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในทุกครัวเรือนทุกคน นอกจากนี้ให้ร่วมกับกสทช. เฝ้าระวังและแจ้งเตือน สถานที่ที่จะเกิดภัยพิบัติ น้ำป่าไหลหลาก โคลนถล่ม ผ่านเครือข่ายที่มีอยู่
นอกจากนี้ให้กรมทรัพยากรธรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันออกแบบระบบการป้องกันเฝ้าระวัง เตือนภัย ทั้งในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆ ที่มีพื้นที่เสี่ยงสีแดง ทั้งนี้รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชน ไม่อยากให้เกิดผลกระทบจากภัยพิบัตินี้อีก

