‘เท้ง’ หน.พรรคประชาชน ตั้งเป้ารัฐบาลพรรคเดียว ยันลุยหาช่องแก้ ม.112 ยอดบริจาควันแรกทะลุ 12 ล.
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่อาคารตึกไทยซัมมิท การประชุม ส.ส.อดีตพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งย้ายไปสังกัดพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล มีมติเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาชน (ปชช.) ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค น.ส.ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ทั้งนี้ นายศรายุทธิ์เป็นอดีตผู้อำนวยการ ก.ก.และ 1 ใน 2 เพื่อนสนิทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

จากนั้น นายณัฐพงษ์ พร้อมด้วยนายศรายุทธิ์ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ร่วมแถลงข่าว โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า นับไม่ถึง 48 ชั่วโมง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า พวกเราฟื้นคืนชีพกลับมาแล้วในนามพรรคประชาชน วันนี้อดีต ส.ส.รค ก.ก.ทั้งหมด 143 คน ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และ ส.ก. 11 คนจาก ก.ก.รวมถึง แนวร่วมเครือข่ายทั่วประเทศ มาประชุมกันเพื่อตกลงร่วมกัน จะเดินหน้าต่อ ขับเคลื่อน และผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ในนามของพรรค ปชช.เพราะต้องการเป็นพรรคการเมืองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และเดินหน้าสู่การสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตย คุณค่าสูงสุดอยู่ที่ประชาชน สถาบันการเมืองทุกสถาบันควรยึดโยงกับประชาชน ถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน และดำรงอยู่ อย่างมั่นคง และชอบธรรม ด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชนทุกคน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ภารกิจมุ่งมั่นเชิญชวนประชาชน และอดีตสมาชิก ก.ก. 100,000 กว่าคน ส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยบทถัดไป สมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ ที่ตั้งเป้าหมายให้ทะลุ 100,000 คน และการร่วมบริจาคให้กับพรรคอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ทะลุ 10 ล้านบาทโดยเร็วที่สุด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพรรคประชาชนได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยในวันที่ 10 สิงหาคม จะจัดกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อเปิดรับสมาชิก และเปิดรับบริจาค โดยใน กทม.จะมีงานใหญ่ที่สเตเดียม วัน บรรทัดทอง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค ปชช.ว่า ภายหลังจากที่มีการเปิดตัวชื่อพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น ทางพรรคก็เปิดเว็บไซต์ให้ผู้สนใจสมัครสมาชิกพรรคเป็นวันแรกจนถึงเวลา 21.00 น.มีผู้สนใจสมัครสมาชิกพรรคกว่า 21,000 คน และมียอดบริจาคสนับสนุนให้พรรคเกิน 12 ล้านบาท จากนั้นเว็บไซต์ ได้ขึ้นข้อความ “พวกเราทำสำเร็จ! ขอบคุณที่ร่วมกันแสดงพลังของประชาชน แต่เราจะไม่หยุดแค่นี้ เดินหน้าต่อสู่ 20 ล้านบาท!”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แสดงให้เห็นแล้วว่ากระบวนการทำให้พรรคประชาชนเป็นสถาบันทางการเมืองสืบต่ออุดมการณ์พรรคตั้งแต่อนาคตใหม่ และ ก.ก.วันนี้จากที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าภารกิจของตน และพวกเราจากนี้ มีภารกิจสร้างรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งปี 2570 ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า และต้องตั้งเป้าหมายให้สูงยิ่งขึ้น นอกจากการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ในปี 2566 เป้าหมายขั้นต่ำ เราอยากจะชนะการเลือกตั้ง โดยสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของพวกเรา
ด้านนายศรายุทธิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา ตระหนักเรื่องนี้ดี ตั้งแต่สร้างพรรคอนาคตใหม่ เราจำเป็นต้องมีคนจำนวนมาก นี่คือที่ต้องสร้างพรรคให้เป็นสถาบัน คาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะเพิ่มโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น และคาดหวังที่สมาชิกพรรคจะไปเป็นรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศ และถ้าเราทำสำเร็จ เราจะมั่นใจว่าจะมีพรรคที่ต้องการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วก็ตาม

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ข่าวที่ผ่านมาเราได้ยินข่าวว่า แคนดิเดตหัวหน้าพรรคคนใหม่มีใครบ้าง และตนเป็นหนึ่งในนั้น คาดเดากันไปต่างๆ นานา ตนไม่มีความประสงค์ที่จะเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ต้น เมื่อคืนนี้ ได้เริ่มต้นกระบวนการภายในในส่วนของ ส.ส.อดีต ก.ก.ได้หยั่งเสียงผู้รับรองว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการของที่ประชุมใหญ่ในวันนี้ เมื่อวานนี้ในการเสนอชื่อมีการเสนอชื่อนายณัฐพงษ์เพียงคนเดียว และผู้ที่เสนอชื่อคือตน ย้ำว่าตนไม่ได้มีความประสงค์ที่จะลงแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่ต้น และตนเป็นคนเสนอชื่อนายณัฐพงษ์ด้วยความมั่นใจ และมั่นใจว่านายณัฐพงษ์มีคุณสมบัติที่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะสู้เลือกตั้งในปี 2570 ด้วยความที่นายณัฐพงษ์เป็นคนที่ครบเครื่อง ตั้งแต่เป็น ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และบริหารงานเบื้องหลังของพรรคในสายเทคโนโลยี และเป็นคนทำระบบต่างๆ มีส่วนร่วมในการบริหารพรรคโดย ทำให้ตน และเพื่อนสมาชิก มั่นใจให้เสียงสนับสนุนในการรับรองนายณัฐพงษ์ ขอโอกาสนี้ในการแก้ข่าวว่า ตนไม่ได้ต้องการที่จะเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรค ปชช.ขอพูดตรงๆ คิดว่าวันนี้ตนยังไม่ได้ดีพร้อม แต่พร้อมพัฒนาตัวเอง ตราบใดที่ประชาชนสนับสนุน เห็นว่าสิ่งที่ทำมาโดยตลอด เราทำสิ่งเรียบง่ายมาก การเมืองเป็นของทุกคน เป็นของประชาชน ตราบใดที่เราได้รับเสียงสนับสนุนเหล่านี้อยู่ พร้อมผลักดันตัวเองไปข้างหน้า ส่วนแคนดิเดตนายกฯ เราได้ถอดบทเรียนมาในอดีต เราเปิดกว้าง เสนอหลายชื่อได้ แต่ต้องผ่านการหารือในอนาคตด้วย คิดว่าตนพร้อมทำหน้าที่แทนทุกคน ส่วนคนเป็นนายกฯ ต้องพร้อมทุกด้าน ตนพร้อมพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อถามถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากนี้ จะลดเพดานลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เคยสื่อสารว่าลดเพดานอะไร เรายืนยันว่าเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งพรรคฝั่งตรงข้าม และคำวินิจฉัยศาลไม่ได้สั่งห้ามแก้ไข แน่นอนว่าเราไม่ประมาท ทำทุกอย่างรอบคอบ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาจนยุบพรรค ก.ก.เราต้องศึกษาอย่างดี แต่คิดว่าพวกเราต้องผลักดันเดินหน้าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนนี้ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราเซ็นเซอร์ปิดปากตัวเอง ได้เสนอบนหลักการ ไม่ได้มุ่งเป้าเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันใด ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันเดินหน้าทุกอย่างต่อ แต่เราต้องกลับมาศึกษาข้อกฎหมายทุกอย่างด้วยการที่บอกว่าเจรจาบนโต๊ะ ส่วนการทำหน้าที่ในส่วนนี้ หรือ ก.ก.ถูกคำสั่งยุบพรรค จะทำให้การทำงานของเราเปลี่ยนไปหรือไม่ คิดว่าวิธีการปฏิบัติ เราไม่ประมาท เราต้องกลับมาทบทวนเรียนรู้ในส่วนคำตัดสินศาล และประเด็นกฎหมายต่างๆ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือหลักการ และความเชื่อ เราต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า การลดเพดานลง จะรักษาอุดมการณ์เหมือนเดิมได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อะไรที่เคยมองว่าเป็นปัญหา เรายังมองว่าเป็นปัญหาอยู่ แต่เข้าใจว่าพื้นที่ที่หาทางออกนั้น แคบลงด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลไม่ได้ห้ามแก้ไขมาตรา 112 เลย ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ อาจเป็นเรื่องการพิจารณาอัตราโทษ สิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษ เป็นต้น ดังนั้น พื้นที่ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการพูดคุยหาทางออกเรื่องนี้คือพื้นที่ของสภา และพูดคุยบนพื้นฐานทางออก ภายใต้กรอบของ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งที่ผ่านมาคือ คำวินิจฉัยที่ 3/2567 และ 10/2567

