⦁…การเมืองเคลื่อนเข้าสู่แรงสะเทือนต่อ “นายกรัฐมนตรี” 14 ส.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เศรษฐา ทวีสิน ยังอยู่ในเก้าอี้ผู้นำประเทศได้หรือไม่ ทุกวงการทุบโต๊ะกันไปแล้วว่า “รอด” เหมือนที่ทุบโต๊ะอย่างแม่นยำว่า “ยุบก้าวไกล” ชัดเจนว่าไม่ใช่ “แม่น” เพราะคนส่วนใหญ่ในวงการต่างๆ ของประเทศนี้ ทรงภูมิในการตี “หลักการกฎหมาย” และเข้าใจใน “นิติธรรม” เชื่อมั่นว่าประเทศหนักแน่นใน “นิติรัฐ” แต่เพราะคนในทุกวงการจับทาง “ทิศทางการปกครองที่ผู้มีอำนาจปรารถนาสถาปนาให้เป็นไป” ออก ย่อมมองเห็นได้ไม่ยากว่า จะจัดการ “พฤติกรรมแบบไหนอย่างไร” เมื่อ “อ่านขาดไม่ยาก ย่อมทุบโต๊ะได้แม่นยำ”
⦁…ข้อสรุปจึงเหลือแค่ว่าจะ “รอดด้วยตัวเลขไหน” จาก 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ในแวดวงสนทนาถึงกับ “วางเดิมพันกันแบบเอาสนุก” กันแล้ว “5-4, 6-3 หรือ 7-2” แน่นอน เป็นความเชื่อของแต่ละคนที่ไม่เกี่ยวกับ “ทรรศนะทางหลักการทางกฎหมายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่าน” แต่เป็นความมั่นใจจากการข่าวว่า “ท่านไหนมีความสัมพันธ์กับฝ่ายไหน” ลึกลงไปถึง “ใครเดินสายเคลียร์กับใคร ได้ผลหรือไม่ได้ผล” ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันคลุ้งใน “ชั้นใกล้ชิดข้อมูลลึก” จึงเป็นสนุกสนานในความลึกลับซับซ้อนยิ่ง “ของใครจริง ใครไม่จริง” ตัดสินกันพุธนี้
⦁…แรงสะเทือนจาก “ยุบก้าวไกล” ประเด็นที่ยังพูดถึงด้วยความห่วงใย คือ “ท่าทีของนานาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ” ที่ประสานเสียงว่าเป็นเซาะกร่อน “การยอมรับความหลากหลายของอำนาจประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจของ “เสรีภาพทางความคิดความเชื่อ” ก่อให้เกิดมีการตั้งคำถามถึงการสร้างความเชื่อมั่นใน “หลักการประชาธิปไตย” และเมื่อ “ทางการไทย” ไม่ว่าจะเป็น “กระทรวงการต่างประเทศ” และ “นายกรัฐมนตรี” ชี้แจง หรือตอบโต้ข้อกังขา ด้วยการยืนหยัดใน “อธิปไตยของประเทศ” ความน่าสนใจอยู่ที่ “เห็นความจำเป็นว่าจะต้องเป็นคำชี้แจงที่ได้ผลในการรับฟังหรือไม่” หรือเอาแค่ “ชี้แจงแล้วก็แล้วกัน ฟังไม่ฟังไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
⦁…เศรษฐกิจโลกกำลังทรุดหนัก ประเทศที่เอาตัวรอดได้คือที่ “พัฒนาภายในจนถึงพาตัวเอง หรือนักลงทุนเห็นเป็นปัจจัยที่เอื้อให้” อาจจะเป็นความพร้อมของ “ทรัพยากร คุณภาพบุคลากร หรือเงื่อนไขที่ดีกว่า” ที่ผ่านมา เศรษฐา ทวีสิน เดินสายเอาเป็นเอาตาย เพื่อ “ชี้ชวนนักลงทุน” หาก “ความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย ความหนักแน่นในนิติธรรม และความเชื่อถือได้ในศรัทธาต่อนิติรัฐ” เป็นเงื่อนไขที่ “นักลงทุนนานาชาติ” ใช้เป็นข้อพิจารณา น่าสนใจยิ่งว่าจากเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศเรา “ผู้ที่หวังว่าจะพึ่งพาได้” จะคิดอย่างไรกับ การตีความ “อธิปไตย” ที่อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงใน “องค์กรระหว่างประเทศ” มาหลายครั้ง
⦁…จริงแท้ แน่นอนว่า “โลก” ทุกวันนี้ ไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางที่ “ประเทศตะวันตกชี้นำ” เพราะมี “มหาอำนาจใหญ่” อย่างจีน มาเป็น “พลังท้าทาย” และเป็นทางเลือกให้ “ประเทศที่ยังอ่อนพลังต่อรองมีทางเดินที่แตกต่าง” ทว่าหากมองไปในทิศทางที่ “จีน” เดินนำหน้า คำถามคือ “เงื่อนไขทางธุรกิจการค้า” ระหว่าง “ได้กับเสีย” อย่างไหนเป็น “แนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า” ล่าสุด “มือการเมือง” ระดับ ภูมิธรรม เวชยชัย ต้องเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ “การทุ่มตลาดสินค้าราคาถูกของจีน” เพื่อช่วยกันหาทางว่าจะ “รับมืออย่างไร ไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องล้มหายตายจากเพราะถูกแย่งตลาดแบบไม่ทันตั้งตัว”
⦁…หลัง “ก้าวไกลอวตารเป็นประชาชน” ดูว่าพลพรรค “อนาคตไม่มีใหม่-ก้าวไม่ได้ไกล” เปลี่ยนเกมมายืนในหัวใจ “ประชาชน” มุ่งเน้นภารกิจหาเสียงเพื่อ “การเลือกตั้งครั้งหน้า 2570” ทั้งระดมผลิต “คลิปแสดงจุดยืนอุดมการณ์ เพลงปลุกจิตวิญญาณต่อสู้ เลยไปถึงการลงพื้นที่พบปะ สื่อสารกับประชาชนทุกช่องทาง” ด้วยตระหนักในภารกิจหลักว่า “หนทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อไป” คือ “เรียกศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่” ให้ได้ แน่นอนว่าจะสำเร็จได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับ “ผลงานของรัฐบาล” ยึดครองความนิยมได้สำเร็จ หรือล้มเหลว
⦁…การใช้อำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทำให้ทุกพรรคถูกต้อนมาหลอมรวมเป็น “อนุรักษนิยมสืบทอดผูกขาดอำนาจ” ที่ชวนให้ถอนใจคือ “เพื่อไทย” ที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็น “หนึ่งเนื้อนาเดียวกัน” อย่างไม่จริงใจ ไม่เหลือความหวาดระแวงได้จริงหรือ คำตอบทั้งหมดขึ้นกับฝีมือการจัดการของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในที่สุดแล้วต้อง “รับบทเต็มตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ” เพราะ “ไม่มีทางอื่นให้เลือก” ความหวังที่จะมี “ความสุขในการกลับมาเลี้ยงหลาน และเสพทรัพย์สมบัติที่เหลือล้น ในบั้นปลายชีวิต” ดูจะเป็นไปได้ยาก ด้วยสถานการณ์ที่ถูกกระทำให้ “คู่แข่ง” ที่เงื่อนไขเรียก “ศรัทธาประชาชน” ได้ง่ายกว่า







